Slow life at สวนโมกข์

28 Dec

วันนี้ใช้ One free day ที่ออฟฟิศให้มา  1 วันไปกับการทำภารกิจสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นปีให้สำเร็จ เมื่อตอนต้นปีเขียนไว้ว่าสิ่งที่จะต้องทำให้สำเร็จในปี 2554 มีอยู่ 7 เรื่อง สรุปแล้วทำสำเร็จไป 3 เรื่อง ซึ่งเรื่องที่ทำสำเร็จล้วนแต่เป็นเรื่องนอกกายทั้งนั้น อีก 4 เรื่องที่ทำไม่สำเร็จนี่ก็เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ

ดังนั้นเมื่อมีโอกาสก็เลยขอใช้ Free day ที่ได้มานี้ไปกับการทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จ ก็เลยไปสวนโมกข์ซะเลย อย่างน้อยเราอาจจะไม่สามารถทำได้ทุกวันแต่อย่างน้อยก็ขอให้มีสักวันที่ได้กลับไปใช้ชีวิต ความคิด จิตใจ ให้สงบลง เดินให้ช้า หายใจให้ช้า คิดให้ช้า ทำอะไรๆ ให้ช้าลง คิดถึงคนอื่น ใช้ใจเขาใจเราเข้า ซึ่งมันก็ดีนะ ถึงแม้จะเป็นแค่หนึ่งวัน แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำเลยซักวัน จริงมั้ย? ;)

ที่ตั้งใจไปสวนโมกข์ก็เป็นเพราะชอบคำสอนและมรดกที่ท่านพุทธทาสภิกขุทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างเราๆ คำสอนของท่านเป็นจริง และเป็นไปตามธรรมชาติโดยแท้ มีอยู่ประโยคนึงที่ไปอ่านมีคนเขียนไว้ว่า นานๆ ทีจะมีคนอย่างท่านพุทธทาสฯ นะ 10 ปี 20 ปี 100 ปีจะมีสักคนนึงที่มั่นคง เข้าใจ และหลุดพ้นจากสิ่งที่มนุษย์และโลกเป็น ออกไปไกลละ กลับมาที่สวนโมกข์กันต่อดีกว่า เมื่อมาถึงสวนโมกข์ ชั้นที่ 1 จะเป็นศูนย์ขายหนังสือมีทั้งหนังสือธรรมะ ประวัติ คำสอน มรดกที่เกี่ยวกับท่านพุทธทาสฯ เอาไว้ ขอบอกว่าพอเดินเข้ามาแล้วร่มรื่นเย็นสบายมากๆ เสร็จแล้วก็แวะขึ้นไปที่ชั้น 2

สำหรับชั้น 2 จะเป็นส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการ ภาพวาดที่สอดแทรกคำสอนและมีคำแปลความหมายจากท่านพุทธทาสฯ เอาไว้ และมีห้องแสดงนิทรรศการนิพพานชิมลอง และมีห้องปฏิบัติธรรมทำสมาธิด้วย  เดินดูรูปแล้วอ่านไปด้วยก็เพลินดี เพลินมากๆ เรื่องนึงที่อ่านแล้วจำได้แม่นก็คงเป็นเรื่องที่แปลจากนิทานออกมา “ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ย่อมมีเหตุและปัจจัยทั้งสิ้น” “จิตของเราโดยพื้นฐานแล้วเป็นจิตที่ว่างเปล่า หรือเรียกว่าจิตประภัสสร แต่คนเรามักเอาความคิด ความรู้สึกต่างๆ ใส่เข้าไปในจิตมนุษย์จึงแตกต่างกัน ร้อยนิสัยพันสันดาน” (อันนี้ใส่เองค่ะ)

“เมื่อใดก็ตามที่เกิดคำว่าตัวกู ของกู ตัวสู ของสู ขึ้นมาในความคิด เมื่อนั้นแลความทุกข์จะเริ่มเข้าครอบงำและกัดกร่อน กัดกินเวลาแห่งความสุข สงบในจิตใจ”


หลังจากที่เดินดูรูปวาดพร้อมนิทานคำสอนแล้ว ก็ลองเข้าห้องนิทรรศการ “นิพพานชิมลอง” ดู concept ของห้องนี้อยู่ที่ให้ลองดูก่อน เมื่อลองแล้วชอบค่อยปฏิบัติ แต่ถ้าลองแล้วไม่ชอบก็ไม่ต้องปฏิบัติ เริ่มต้นที่แรกจะมีโต๊ะพร้อมกับตราประทับ 20 แบบ ให้เราเลือกปั๊มลงบนไปรษณียบัตร หลังจากนั้นเขียนชื่อที่อยู่ แล้วหยอดทิ้งไว้ในกล่อง เดี๋ยวเค้าจะจัดส่งไปรษณียบัตรนี้มาให้เรา ตราประทับทั้ง 20 แบบก็มีลายต่างกันออกไป แต่เราเลือกลายที่ 20 ซึ่งเขียนไว้ว่า “ยิ่งโง่ ก็ยิ่งคิดว่า กูฉลาด” เก็บไว้คอยสอนคอยเตือนตัวเอง

หลังจากนั้นก็เริ่มเดินผ่านเข้าสู่โซนที่ 1 ไป 2 สำหรับโซนที่ 2 นี่คิดว่าน่าจะเป็น Highlight ที่สุดนะ เพราะห้องนี้เป็นลานโล่งกลม และมีเบาะล้อมรอบให้นั่ง มีจอโปรเจคเตอร์ฉายภาพและเสียงให้เรานั่งสมาธิ สำหรับห้องนิทรรศการนี้ชอบโซนนี้ที่สุด ก่อนเริ่มทำสมาธิเราคิดว่ายากและก็มันดูไกลตัวจากเรามาก และคงจะลองแค่แป๊บเดียวพอ แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว นั่งทำได้ประมาณ 20 นาที สงบ เงียบ เบาตัว ชั่วขณะที่ทำเราจะลืมสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวไปเลย ลืมไปว่าในห้องนั้นมีอยู่กี่คน ใครลุก ใครนั่ง ใครเข้า ใครออก แม้แต่เสียงดนตรีที่เปิดอยู่เราก็ลืมและไม่ได้ยินเลย พอนั่งแล้วสบายแล้วก็รู้สึกว่าอืมขอนั่งต่ออีกสักพักล่ะกัน เลยนั่งไปประมาณ 20 นาที

เสร็จแล้วก็เดินต่อไปโซนที่ 3 ทางเดินเป็นก้อนหิน ทุกย่างที่เราเดินและเหยียบไปเย็นเท้าดี แต่เข้าใจว่าน่าจะบอกให้เรารู้ทุกย่างก้าวที่เราเดินมากกว่า จากโซนนี้ไปสู่โซนที่ 4 เป็นจอทีวี เราสามารถสัมผัสที่หน้าจอเพื่ออ่านคำสอนต่าง ได้ จากจุดนี้ที่อ่านก็เป็นเรื่องของ ตัวกู ตัวสู เสร็จแล้วก็ไปโซนที่ 5 เป็นก้อนหินพูดได้ โซนนี้ก็ชอบนะ ใครที่เข้ามาสามารถพิมพ์ข้อความ โดยจะมีคีย์บอร์ดวางอยู่บนก้อนหินให้เราพิมพ์ พอ Enter แล้วข้อความก็จะไปขึ้นโชว์ที่หน้าจอมอนิเตอร์ เราพิมพ์ไป 2 ประโยคว่า “ความสุขอยู่ที่ใจเรา ไม่ได้อยู่ที่ใคร” และ “ชีวิตนี้ ถ้าเศร้าเราขาดทุน” โซนสุดท้ายทิ้งท้ายไว้ เสร็จแล้วก็ออกมาจากห้อง แล้วก็ไปนั่งอ่านหนังสืออีกนิดหน่อยตรงลานด้านขวามือแล้วก็กลับล่ะ

ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาแค่สั้น แต่เวลาสั้นๆ นี้แหละที่ทำให้เราได้ใช้ชีวิตแบบเงียบๆ คิดช้า ทำช้าๆ ให้ชีวิตร่างกายได้สงบลงบ้าง ต้องขอบคุณบริษัทที่ให้เรามีวัน Free day ได้ทำอีกสิ่งที่ตั้งใจทำตั้งแต่ต้นปีสำเร็จ ^_^

การเดินทางไปสวนโมกข์ สำหรับคนไม่มีรถ วิธีที่ง่ายสุดนะ นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานีพหลโยธินแล้วออกทางออกที่ไปเซ็นทรัลลาดพร้าว จะเจอสวนสาธารณะให้เดินทะลุสวนฯ ไปอีกฝั่ง (ฝั่งสำนักงานปตท.) ข้ามสะพานลอยแล้วเรียกมอเตอร์ไซต์รับจ้าง บอกไปสวนโมกข์ 10 บาท หรือจะเรียกมอเตอร์ไซค์ฯ ตั้งแต่ตรงทางออกรถไฟใต้ดินเลยก็ได้ ราคา 40 บาท

15 Things about coffee

10 Dec

ไปเจอมาเลยเอามาให้อ่านกันเล่นๆค่ะ 15 เรื่องเกี่ยวกับกาแฟ บางคนอาจจะเคยรู้มาบ้าง หรือไม่รู้บ้าง บางเรื่องนี่ก็คาดไม่ถึงเหมือนกันนะ :)

Source : http://theoatmeal.com/comics/coffee

Spoon Instant coffee package

13 Nov

มีไอเดียเก๋ๆ สำหรับคนที่ดื่มกาแฟร้อนแบบ 3in1 มาฝากค่ะ เมื่อช้อนคนกาแฟและกาแฟสำเร็จรูปมารวมอยู่ด้วยกันใน 1 ซอง เพียงแค่ฉีกหัวซองกาแฟสำเร็จรูปออกมา ก็จะเห็นว่ามีแกนกลางติดมากับหัวซองที่เราฉีกออก ทีนี้พอเราเทกาแฟสำเร็จรูปลงในแก้วกาแฟแล้ว ก็มาพับเจ้าแกนกลางที่ยาวติดมากับหัวซองให้เป็นลักษณะคล้ายๆ ช้อน ทีนี้ก็นำไปคนกาแฟที่เราชงได้แล้วล่ะค่ะ เหมาะมากๆ สำหรับคนที่เดินทางไปไหนมาไหนโดยที่ไม่มีอุปกรณ์อย่างพวกช้อนติดตัวไปด้วย ก็ถือว่าเป็นไอเดียที่หยิบเรื่องความสะดวกสบายที่เล็กๆ น้อยๆ มาทำเป็นสิ่งของขึ้นมาไม่เลวทีเดียวค่ะ :)

Source : http://www.inewidea.com/2011/11/09/41634.html

Le Café est la vie เพราะ กาแฟ คือ ชีวิต

12 Nov

วันนี้มีโอกาสได้ไปอ่านบทความนึงที่เกี่ยวกับกาแฟมา รู้สึกว่าอ่านไปยิ้มไป เกิดชอบคนที่เขียนบทความนี้จัง แต่ไม่รู้จริงๆ ว่าใครเป็นคนแปลออกมาเป็นภาษาไทย น้องที่รู้จักบอกว่าคนเขียนเหนังสือเล่มที่อ่านนี้ชื่อว่า Jules Verne ซึ่งเป็นใครเราก็ไม่รู้เหมือนกัน เพิ่งเคยได้ยินชื่อกับเค้าก็ครั้งแรกนี่หล่ะ 55 เลยเอามาสรุปให้อ่านกันคร่าวๆ ส่วนถ้าใครอยากอ่านแบบเต็มๆ และซึมซับไปกับการเล่าเรื่องของคนแปลก็ตามไปอ่านได้ที่ลิงค์เลย เดี๋ยวจะแนบไว้ให้ตอนท้าย

เท่าที่อ่านมาจนจบจะเห็นว่าบทความนี้ได้บอกเล่าถึงนิสัย ความคิด และวัฒนธรรมของคนแต่ละชาติที่เกี่ยวข้องกับกาแฟเอาไว้ ที่โดดเด่นมากๆ คงจะเป็นขาวฝรั่งเศสที่ดูเหมือนจะรัก บูชา และชื่นชมใน กาแฟ มากเป็นพิเศษ ถึงกับให้คำจำกัดความ กาแฟไว้ว่า  Le Café est la vie เพราะ กาแฟ คือ ชีวิต



สำหรับคนฮอลแลนด์แล้วเค้าเรียกกาแฟว่า เครื่องดื่มวิเศษ ในขณะที่ชาวอิตาลี จะตะโกนว่า Viva Italia หรือแปลว่า อิตาลีจงเจริญ ทุกครั้งเมื่อเอสเปรสโซ่และคาปูชิโน่หมดลง ชาวอินเดีย คือคอกาแฟตัวจริง มักนิยมทานถั่ว สมุนไพร และใบกระถินแกล้มไปพร้อมกับกาแฟ ส่วนชาวญี่ปุ่น จะดื่มกาแฟตามด้วยสัปปะรดเพราะเชื่อว่า จะช่วยชูกำลังได้

ชาวฟินแลนด์ คือชาติที่ดื่มกาแฟมากที่สุดในโลก เฉลี่ยคนละ 5 แก้วต่อ 1 วัน และยังมีวิธีการดื่มที่แปลก โดยจะนำหนังปลาบางๆ 1 ชิ้น ใส่ลงไปในกาแฟขณะที่ต้มแล้วค่อยตักออกเมื่อถึงเวลาดื่ม อืมมม ชักอยากรู้ว่ารสชาติจะเป็นยังไง ไม่รู้จะคาวหรือเปล่านะ

ส่วนชาวฝรั่งเศสชื่นชอบ Café au lait หรือกาแฟใส่นม และนิยมดื่มในชามใบใหญ่ เพื่อใช้จิ้มกับขนมปังหรือครัวซองค์ที่ใหม่ๆ เป็นอาหารเช้า อืมมม เราชอบดื่มแบบคนฝรั่งเศสแฮะ ชอบแบบกาแฟใส่นมแต่เปลี่ยนจากครัวซองค์เป็นปาท่องโก๋จุ่มลงไปในกาแฟแล้วให้ปาท่องโก๋ชุ่มๆ ดูดกาแฟขึ้นมาแล้วค่อยทานนะ มันก็อร่อยดี เราชอบนี้หล่ะ

คนฝรั่งเศสเชื่อว่า กาแฟ คือ เครื่องดื่มที่ให้ความสุข เพราะเพียงแค่กาแฟ 1 ถ้วย ชาวฝรั่งเศสสามารถนั่งมองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา สามารถนั่งพูดคุย ถกเถียงประเด็น แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เล่าเรื่อง ปรึกษา หรือแม้แต่รวมไปถึงการเจรจาธุรกิจก็ตาม ดังนั้นชาวฝรั่งเศสจึงมองว่า กาแฟหนึ่งถ้วย มีค่าเท่ากับ ระยะเวลาที่ยาวนานไร้ขีดจำกัด

สำหรับเราเรามองว่าถ้ามีโอกาสได้นั่งอยู่ในร้านกาแฟ กาแฟหนึ่งถ้วย สามารถทำให้เรามีสมาธิจดจ่ออยู่กับการอ่านหนังสือดีๆ สักเล่มและซึมซับเอาความคิดความรู้สึกจากนักเขียนที่ถ่ายทอดความคิดความรู้สึกได้เป็นอย่างดี เป็นการได้อยู่กับตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก บางครั้งยังได้พูดคุยกับตัวเองอีกด้วย ดังนั้นกาแฟเพียงแค่หนึ่งถ้วยให้อะไรเราได้มากกว่าที่เราคิดไว้เยอะ ไม่เชื่อลองพิจารณาแล้วมองหาดูสักครั้งสิคะ :)

จากบทความ “แก้วโปรดของคนเพลินทาง” http://www.showmystyle.com/special_content.aspx?s=27

กาแฟป้องกันและรักษาอาการซึมเศร้าได้

9 Oct

มีข้อมูลดีๆ สำหรับสาวๆ ที่ชอบดื่มกาแฟมาฝากค่ะ ล่าสุดมีการวิจัยจากผู้หญิงมากกว่า 50,000 คนพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 2-3 แก้ว/วัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 10 ปี สามารถรักษาโรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การดื่มกาแฟ 4 แก้ว / วัน จะช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้าได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ค่ะ รู้อย่างนี้แล้วมาดื่มกาแฟกันดีกว่าค่ะ ^_^

source by http://www.psfk.com/2011/09/coffee-reduces-depression-risk-among-women-study-says.html

รักแรกพบ

8 Oct

อ่าน “เรื่องรักเบอร์ห้า” ของ ปราย พันแสง จบแล้วเกิดอาการหลงรัก และอยากจะ “รักแรกพบ” ตามไปด้วยเลย “รักแรกพบ” เป็นความรักที่ไม่ถึงกับสวยสดงดงามจนลืมไม่ลง และก็ไม่ถึงกับเป็นความรักที่ทำให้เราเจ็บปวดทรมานได้ อ่านๆ ไปแล้วนึกถึงอีกประโยคหนึ่งที่ ปราย พันแสง เคยเขียนไว้

“พบกัน ลืมกัน เรื่องราวธรรมดาสามัญบนโลกใบนี้”

“กับบางคนที่เรารักแรกพบ กลับจำอะไรที่เป็นเขาไม่ได้เลย รู้แต่ว่ามันสะดุดตา สะดุดใจ จับจิตจับใจจนละสายตาไม่ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักอาทิตย์ 2 อาทิตย์ ความรู้สึกที่เคยมีก็จะกลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง ผ่านมาพบกันหายหน้าหายตากันไป 1 ปี 2 ปี หรือมากกว่านั้น บางทีอาจได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง อาจจะจำกันได้หรือไม่ได้ก็ตาม แต่ความรู้สึกเดิมก็ไม่ได้กลับมาอีกแล้ว ผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่ลืมแต่ก็ไม่ได้มีอิทธิพลต่อจิตใจและความรู้สึกได้เหมือนที่เคยเป็น”

นี่คงเป็นเสน่ห์ของ “รักแรกพบ” สินะ

“ความจริงแล้ว พวกคุณไม่ได้ปิ๊งกันครั้งแรกตรงแยกไฟแดงหรอก บางทีพวกคุณอาจจะเคยเจอกัน เคยเดินสวนกันเป็นล้านๆ ครั้งมาแล้วก็ได้” – Love at first sight วิสวาวา ซิมโบร์สกา

อ่านแล้วอยาก “รักแรกพบ” ตามทันทีเลย <3

ณ เชียงราย (วันสุดท้าย)

4 Oct

วันที่ 3 เที่ยววันสุดท้ายที่เชียงราย วันนี้ชิลแบบสุดๆ เพราะไม่มีแผนอะไรเลย อิอิ เริ่มตอนเช้าด้วยการว่ายน้ำที่โรงแรม ทานอาหารเช้าพักผ่อนนั่งอ่านหนังสือนิดๆ หน่อยๆ ทุกครั้งที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดมักจะต้องเอาหนังสือของ ปราย พันแสงติดตัวไปเสมอ เปลี่ยนเล่มไปเรื่อยๆ คราวนี้เอาเรื่องรักใครไปอ่าน เจอประโยคนึงที่ ศุ บุญเลี้ยงเขียนไว้ให้  “ทุกวันนี้เรามีคนโดดเด่นอยู่มากมาย แต่แห้งแล้งความรู้สึกและขาดแคลนความจริงใจ” อ่านไปได้นิดๆ หน่อยก็ check out ออก

ร้านกาแฟดอยช้าง

แล้วไปนั่งร้านกาแฟที่ร้านดอยช้าง แป๊บนึง อ่านหนังสือต่อ กินกาแฟอีกนิด สั่งกาแฟดอยช้างมาชิม แปลกใจที่มาเที่ยวรอบนี้ไม่มีกาแฟถูกใจเลยสักร้าน 555 นั่งสักพักเราก็ไปหาข้าวกินกันแล้วก็ไปซื้อของฝากที่ร้านสุจินต์ ไส้อั่วกับน้ำพริกอร่อยค่ะ

วัดร่องขุ่่น

เสร็จแล้วก็ไปเที่ยววัดร่องขุ่นต่อค่ะ มาถึงเชียงรายไม่ไปไม่ได้ค่ะ วัดร่องขุ่นสวยมากมีความอ่อนช้อยกว่าจะทำออกมาได้ขนาดนี้นับถือมากๆ ค่ะ ต้องใช้เวลา ความประณีตมากๆ จริงๆ และด้วยความที่ใส่กางเกงขาสั้นไปเลยต้องนุ่งผ้ายาวเพื่อความเรียบร้อย คราวนี้เลยได้กลายร่างเป็นแม่หญิงจริงๆ ไปเลยค่ะ 555 เดินชมวัดแล้วเข้าไปชมงานเขียนของอ.เฉลิมชัย แล้วแบบว่าขนลุกมากๆ ขนลุกจริงๆ งานเขียนทุกงานมีความสวยงาม ที่สำคัญมีมิติ รู้สึกว่า อ.เป็นคนที่ใช้สีน้ำเงินและสีฟ้าได้สวยมากนะ เดินดูไปขนลุกไป สุดยอดจริงๆ ค่ะ ไว้คราวหน้าจะถ่ายรูปโปสการ์ดรูปที่ซื้อมาให้ดูค่ะ เราเห็นว่าที่วัดนี้จะมีตู้เก็บของด้วย แต่เป็นของที่นักท่องเที่ยวลืมวางทิ้งไว้นะ ก็จะเก็บมารวมๆ ไว้ในตู้ดีเหมือนกันนะ ชอบการได้เดินดูงานศิลปะแบบนี้มันทำให้เราหลุดไปอีกโลกนึง ได้สัมผัสกับความคิดความรู้สึกของงานศิลปะ ได้หยุดนิ่ง ได้สัมผัสกับสิ่งที่เราไม่สามารถจับต้องมันได้ ทำให้หัวใจเราหยุดวุ่นวายอยู่นิ่งๆ ได้คิดได้จินตนาการ รู้สึกเต็มและอิ่มกับงานศิลปะจริงๆ :)

ถนนคนม่วน (ถนนคนเดินวันอาทิตย์)

เสร็จแล้วเราก็มาเดินเล่นกันที่ถนนคนม่วน เป็นถนนคนเดินวันอาทิตย์อีกสายหนึ่งค่ะ ของขายก็คล้ายๆ กับถนนคนเดินวันเสาร์เลย แต่วันนี้เพลียมากเลยเดินได้ไม่มากเท่าไหร่ นักพักทานโน่นนี่ไปรอคุณหนึ่ง (ผู้มีอุปการคุณ 555)มารับเราไปส่งสนามบินกลับกรุงเทพ ระหว่างทางแอบสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมถนนเส้นที่มุ่งหน้าไปสนามบินถึงได้เงียบ และมืดจัง มันควรจะเป็นถนนสายหลักที่สว่างสิเพราะมันเป็นทางไปสนามบิน นักท่องเที่ยวก็เยอะนะ แอบสงสัยนิดนึง อย่างหนึ่งที่ชอบภาคเหนือไม่ว่าจะเป็นเชียงราย หรือ เชียงใหม่ก็ตาม เรารู้สึกว่าคนที่นั่นเค้าใจดี ใจเย็น ยิ้มแย้ม มีน้ำใจให้กับคนอื่นมาก ไม่ขี้เหวี่ยงไม่ขี้หงุดหงิดเหมือนคนในเมืองอ่ะ ชอบมาก

ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งหลังจากไปเหนือไม่ว่าจะเชียงรายหรือเชียงใหม่คืออาการคลุ้มคลั่งอยากไปอยู่ที่โน่นทุกครั้ง ไปทำงานไปอยู่มีบ้านอยู่ที่โน่นก็ได้นะ มันชอบอย่างบอกไม่ถูกเลย เป็นความรู้สึกที่ติดค้างมาตลอดและเป็นทุกครั้งที่ได้ไปเหนือ กลับมาจะคลุ้มคลั่งหนักหน่อย บ่นเยอะหน่อยว่าอยากไปอยู่ พอเวลาผ่านไปความรู้สึกนี้ก็ยังอยู่อยู่ดี มันไม่เคยหายไปจากความรู้สึกเลยนะ ไอการอยากไปอยู่เหนือเนี่ย สักวันมั้ย จะมีสักวันมั้ยที่ได้ไปอยู่ เดี๋ยวเดือน 11 จะไปเชียงใหม่อีก สงสัยจะได้คลุ้มคลั่งกับความรู้สึกนี้ตายแน่ๆ 555 จบแล้วจ้าเที่ยว 3 วันแบบไม่แพลนอะไรเท่าไหร่ ชิลกันเหลือเกิน 555

ณ เชียงราย (ภาคต่อ)

2 Oct

บ้านดำ

วันที่ 2 มาแล้วจ้า วันนี้เราจะช็อปๆๆๆ กันทั้งวันเลย อิอิ วันนี้เราเช่ารถในราคาที่ถูกมากกก รถเก๋ง Hyndai แอร์เย็นเจี๊ยบลุงคนขับใจดีในราคา 1300 พร้อมคนขับรถและน้ำมัน (แต่สุดท้ายก็เพิ่มให้ล่ะเพราะอยู่ดึก) เริ่มเที่ยวที่แรกด้วยบ้านดำของอ.ถวัลย์ ดัชนี ที่เน้นโทนสีดำ และบ่งบอกเตือนสติเราได้มากพอสมควรนะ

สักวันหนึ่งเราก็ต้องละสิ่งที่เป็นตัวเราออกไป ไม่เหลืออะไรที่บอกได้ว่า “เป็นของเรา” เพราะไม่เคยมีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริง

Parabola Coffee Shop

ระหว่างทางที่จะไปดอยตุงมีร้านกาแฟร้านนีงที่มีคนแนะนำมาว่าต้องแวะคือร้าน Parabola ตกแต่งร้านน่ารักดีเหมือนกัน แต่ในความรู้สึกเหมือนยังแต่งได้ไม่สุดอ่ะ 555 มันน่าจะเก๋ได้มากกว่านี้ เลยไปลองกาแฟซะหน่อยสั่ง Parabola Ice coffee รสขาติกาแฟก็ไม่ได้น่าเกลียดแต่ก็ไม่ได้ประทับใจ สรุปคือเฉยๆ อ่ะ 555 มันธรรมดามากจริงๆ นะ คล้ายๆ Black Canyon แต่อ่อนกว่า หวานน้อยกว่า สำหรับคนอื่นอาจจะชอบก็ได้นะแต่สำหรับเราเฉยๆ อ่ะ

พระตำหนักดอยตุง

เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไปเที่ยวที่พระตำหนักดอยตุงต่อ ที่นี่อากาศดีมาก ได้เข้าใจและรู้สึกถึงการมาสูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอดจริงๆ สำหรับค่าเข้าชมที่พระตำหนักดอยตุงจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนของสวน ส่วนของพระตำหนัก อีกส่วน(จำไม่ได้ แหะๆ) แต่ด้วยความที่เดี๋ยวเรากลัวจะมีเวลาไปเดินแม่สายไม่พอเลยเลือกเข้าที่สวนดอกไม้อย่างเดียว แค่สวนดอกไม้ก็เดินถ่ายรูปๆ นานแล้วล่ะ เดินๆ ไปก็คิดว่าอืม ถ้ามาหน้าหนาวบรรยากาศคงดีมากๆ นี่ขนาดมาหน้าฝนยังดีเลย เดินถ่ายรูปไปมาแล้วก็แวะไปนั่งกินมาม่ากับเครื่องดื่มที่ร้านดอยตุง คราวนี้คงสั่งกาแฟไม่ไหวล่ะ ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงจัดกาแฟไปแล้ว 2 เลยขอผ่าน สั่งชาไทยนมมาลองกินดู ไม่ค่อยประทับใจอีกเหมือนกัน เพราะมันหวานมากๆ เกินไป แต่บรรยากาศดี และพนักงานก็บริการได้อย่างน่ารัก เสร็จแล้วมุ่งหน้าไปแม่สายกันต่อนะคะ

แม่สาย

มาถึงแม่สายก็ต้องข้ามไปฝั่งพม่า ก่อนข้ามไปต้องไปทำหนังสือขอผ่านราคา 30 บาท เสร็จแล้วก็เอาไปยื่นขอผ่านทางไปพม่า เสียให้พม่าอีก 10 บาท ลุงคนขับบอกว่าถ้าเป็นคนไทยให้ไปขอหนังสือชั่วคราวแบบนี้ดีกว่าเพราะมันจะถูกกว่า แต่ถ้าใช้เป็น Passport จะเสียค่าผ่านทางในราคาต่างชาติก็เป็นร้อยอ่ะค่า น่าเสียดายอยู่อย่างนึงพอไปถึงแล้วฝนดันตก ถ้าไม่ตกคงเดินได้สนุกกว่านี้ ข้ามฝั่งไปแล้วไม่ชอบที่คนพม่ามาขายของยื่นนั่นนี่ให้ ชวนนั่งรถแบบตามตัว ติดตัว ไม่ชอบเลย ผู้หญิงก็ระวังกันหน่อยนะคะ ถ้าใครจะซื้อของก็อปแบรนด์เนมก็แนะนำว่าให้เดินดูหลายๆ ร้านก่อน เพราะยิ่งเดินเข้าไปไกลราคายิ่งถูกและต่อได้เยอะกว่าร้านหน้าๆ แล้วก็ CD, MP3 ที่นี่ถูกมาก MP3 แผ่นละ 10 บาท หนังก็ถูก CD เพลงก็ถูก ก่อนจะจ่ายเงินก็ลองให้ร้านเค้าลองเล่นแผ่นให้ก่อนก็ได้จะได้รู้ว่าแผ่นเสียหรือเปล่านะคะ

ถนนคนเดินเชียงราย

จบจากการเดินช็อปปิ้งไปเดินข็อปกันต่อที่ถนนคนเดินนะคะ ที่นี่เสื้อผ้าขายเยอะมาก สไตล์ก็เหมือนกรุงเทพเลย ก็แบ่งเหมือนเป็นโซนๆ เลย โซนอาหารก็อาหารยาวไป ของเล่นของฝากก็ยาวไป เสื้อผ้าแฟชั่นก็ยาวไปอะไรทำนองนั้นค่ะ ที่นี่ก็ได้แต่ของฝากกับกินจ้า อาหารแปลกๆ ที่ชอบก็ข้าวแรมฟืนเป็นอาหารของพม่ามีแป้งแบบเส้นกับก้อน เราว่าแบบเส้นอร่อยกว่าน้ำปรุงเครื่องเทศเข้ากว่า จะมีกลิ่นของเครื่องเทศพวกตะไคร้ออกเปรี้ยวเผ็ดนิดๆ แปลกๆ และก็อร่อยดีเหมือนกัน ถ้าใครไปก็ลองชิมดูนะคะ จบแล้วจ้าวันที่ 2

ณ เชียงราย

1 Oct

ไปเที่ยวเชียงรายกันเจ้า ทริปนี้ 3 วัน 2 คืน จ้าไปกันหน้าฝนนี่หล่ะ 55แต่ก็ไม่ได้เจอฝนอะไรมากมายเลยนะ ตอนไปถึงคนที่โน่นบอกว่าก่อนหน้านี้ฝนตกทุกวัน เพิ่งมีวันนี้(ศุกร์)ล่ะที่ฝนไม่ตก เวลาไปต่างจังหวัดแล้วชอบมองท้องฟ้า มองภูเขามากเลย ฟ้าเป็นสีฟ้าใสกว่าในเมืองกรุงเทพมากมาย (เอ๊ะหรือเวลาที่เราอยู่กรุงเทพฯ แล้วไม่ค่อยมีเวลาได้มองท้องฟ้ากันแน่นะ เลยรู้สึกว่าฟ้ากรุงเทพไม่สวยเท่าฟ้าต่างจังหวัด)

วันแรกที่ไปถึงเริ่มต้นด้วยการกินก่อนเลยจ้า ไปเที่ยวทีไรมีผู้อุปการคุณพาเที่ยวเสมอ ต้องขอบคุณมากๆ ค่าสำหรับคุณทอมที่พาพี่เปิ้ลและเราไปกินข้าวที่ร้านกุ้งเต้น ขอบอกว่าอาหารร้านนี้อร่อยมากกกกกก และถูกมากก ถูกจนตกใจเลย อาหารจานนึงราคา 29-39 แล้วก็ไม่ใช่น้อยๆ นะ กินอิ่มได้เลยล่ะ มาร้านนี้ต้องลองตำกุ้ง (เหมือนเอากุ้งเต้นมาตำๆ แล้วก็ไปยำล่ะ) ขออภัยเที่ยวนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเลย อ้อเพื่อนเราที่เป็นคนเชียงรายบอกว่า มากินร้านกุ้งเต้นอย่างนี้แสดงว่ามาถึงเชียงรายจริงๆ เป็นร้านอาหารแบบบ้านๆ มากๆแต่อร่อยมากๆ และคนเยอะมากจะเห็นว่ามีคนเข้าร้านมาเรื่อยๆ ตลอดเวลาเลย ที่จอดรถแทบจะไม่มีเลยล่ะ กินเสร็จเราก็แวะกลับโรงแรมก่อน สำหรับคนที่ไม่มีรถเที่ยวลองบอกโรงแรมให้เค้าติดต่อรถสองแถวให้ก็ได้นะ แต่เวลาเค้าเรียกเงินก็ต่อๆ หน่อยล่ะกัน ของเราเรียกจากโรงแรมไปเซ็นทรัลเชียงราย 60 บาท 2 คน ก็โอเคอยู่นะ เซ็นทรัลที่นี่ใหญ่เหมือนกันคล้ายๆ กับเซ็นทรัลลาดพร้าวเลย (ความรู้สึกเรา) มีร้านใหญ่ๆ แบรนด์ดังๆ เยอะเหมือนกัน

วัดพระสิงห์

เดินแป๊บๆ แล้วก็ไปไหว้พระกันที่วัดพระสิงห์ ตอนที่ไปเย็นแล้วล่ะ ประมาณ 4-5 โมง เงียบดีเหมือนกันนะคนไม่ค่อยพลุกพล่านไหว้พระได้สบาย

วัดพระแก้ว

เสร็จแล้วก็เดินจากวัดพระสิงห์ไปวัดพระแก้ว ไม่ไกลมากเดินแบบเรื่อยๆ สบายๆ ก็โอเคอยู่ไม่ต้องไปเรียกรถหรอก วัดพระแก้วที่นี่สวยมากจริงๆ มีพระแก้วให้เข้าไปไหว้ด้วยแล้วก็มีพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมแต่ว่าปิด 5 โมงเย็นตอนไปถึงก็เลยแล้วเลยอดเข้าไปดู ที่วัดพระแก้วสามารถเดินไหว้ได้หลายโบสถ์อยู่เหมือนกัน ค่อยๆ ไหว้ไป

จากวัดพระแก้วก็ไปไหว้กันต่อที่วัดดอยงำเมือง เดินขึ้นบันไดมาจะเห็นพระประธานในอุโบสถองค์ใหญ่ จะมองเห็นแค่ตาของพระประธานตรงกับประตูอุโบสถพอดี แหมือนพระท่านกำลังจ้องมองต้อนรับให้เราเข้าวัดเลย สวยมาก แต่ตอนที่ไปเย็นมากแล้วไม่ได้เข้าไปไหว้ในอุโบสถเพราะสวดมนต์ทำวัตรเย็นกันอยู่เลยได้แต่ไหว้อยู่ข้างนอก

จากวัดนี้ก็นั่งรอผู้มีอุปการคุณอีกหนึ่งท่านที่จะพาเราไปเที่ยวต่อ คุณหนึ่งมารับพี่เปิ้ลกับเราไปในเมืองไปไหว้เสด็จพ่อร.๕ แล้วก็แวะไปไหว้พ่อขุนเม็งราย ไปดูโคมไฟสวยๆ ที่คุกเก่า (ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ราชการแล้วก็จะมีคนมาจัดงานช่วงวันเสาร์ที่เป็นถนนคนเดินเชียงรายล่ะ เสร็จแล้วก็แวะไปรอดูหอฬิกาเชียงรายที่สวยมากแล้วก็จะสลับสีทุกชั่วโมง พร้อมกับเพลงประกอบ แวะไปนั่งรอที่ร้านกาแฟเชียงรายรำลึก เสร็จแล้วก็ไปนั่งกินข้าวต้มกันทีร้านข้าวต้มจ่าฮี หลังจากนั้นก็กลับโรงแรมพักผ่อนเตรียมพร้อมร่างกายสำหรับการช็อปปิ้งในวันพรุ่งนี้จ้า อิอิ

คลิปหอนิฬกาเชียงรายเปลี่ยนสีพร้อมเพลงประกอบ


Nice to Miss You ;)

28 Sep

“ความรู้สึกแบบนี้ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานาน แวะกลับมาทักทายกันอีกครั้ง ยินดีต้อนรับและเตรียมพร้อมกับการบอกลาความรู้สึกแบบนี้ในอีกไม่ช้า แต่ก็ยังยินดีกล่าวคำทักทายกับความรู้สึกนี้”

ไม่ผิดเลยสักนิดกับความรู้สึกแบบนี้ ถ้าเราเข้าใจ และยอมรับมันได้ เราจะไม่เจ็บปวด ทุรนทุราย และไม่เศร้าเลยไม่ว่าผลสุดท้ายจากความรู้สึกนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าทำใจ และมองอย่างที่มันเป็นเข้าใจมัน อย่างที่เหตุการณ์มันเป็นไปตามความจริง ไม่คาดหวัง เราจะไม่เจ็บปวดกับมันเลย จริงๆ แล้วจะบอกจะไม่คาดหวังคงไม่ได้ เพียงแต่เราคาดหวังไปพร้อมๆ กับการรู้คำตอบว่ามันจะไม่ได้และไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงต่างหาก

วันนี้ดีใจ ที่ได้กล่าวคำทักทายอีกครั้งกับความรู้สึกนี้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความรู้สึกเพียงผิวเผินและชั่วคราวก็ตาม แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้รู้สึกแบบนี้อีกครั้ง J

“คนบางคนน่ะนะ รู้จักกันแค่เพียงในความทรงจำก็เพียงพอแล้ว ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจินตนาการและความฝัน”

Page 1 of 1812345»...Last »
 

You need to log in to vote

The blog owner requires users to be logged in to be able to vote for this post.

Alternatively, if you do not have an account yet you can create one here.

Powered by Vote It Up