Social Media Explained with Coffee
19 Jan
19 Jan
ไปลงทะเบียนร่วมสนุกกับ Maybelline เพื่อรับลิปสติกสีแดงมา ตอนแรกก็ลงไปเล่นๆ งั้นแหละ ไม่ได้คิดว่าจะได้อะไรกับเค้าหรอก
ไม่กี่วันถัดมากลับมาบ้านเจอถุงพัสดุใบใหญ่ พอเปิดออกมาก็เห็นเป็นกล่องลิปสติกสีแดงจาก Maynelline ตอนแรกก็คิดว่าคงได้แค่ไซส์ทดลองหล่ะ ไม่น่าจะได้ไซส์จริงหรอก พอเปิดออกมาดีใจเลยได้ลิปสติกสีแดงขนาดไซส์จริง พร้อมกับยาสีฟัน Optic White และถุงพลาสติกแบบมีซิปล็อกด้วย ขอบคุณมากค่ะ
เลยเอาสีของลิปสติกสีแดงมาให้ดู จริงๆ ตั้งแต่แต่งหน้ามา เคยทาลิปสติกสีแดงแค่ครั้งเดียวจริงๆ คือตอนไปงานแต่งพี่ที่ออฟฟิศ เพราะคิดว่าตัวเองเป็นคนขาว ปากเล็ก ปากบาง พอทาสีแดงแล้วมักคิดว่าเหมือนอาซิ่ม อาม่าแถวเยาวราชไรงี้ เพราะคิดไปเอง แล้วก็ไม่มั่นใจนี่แหละ เลยไม่ค่อยทาลิปสติกสีแดงเลย แต่พอลองทาสีแดงของ Maybelline อันนี้แล้วก็โอเคเลยนะ ทาสมตติว่าไม่มั่นใจก็ทาแค่บางๆ ไม่ต้องแดงมาก แต่ถ้าตอนเย็นไปปาร์ตี้ต่อหรืองานแต่งงานก็สามารถเพิ่มสีให้เข้มขึ้นได้นะ หรืออีกวิธีที่เราทำก็คือ ทาสีชมพูนมทั่วทั้งปากก่อน แล้วก็แต้มลิปสติกสีแดงนิดนึงบริเวณข้างในปากมันก็จะออกมาเป็นสีชมพูอมแดง ก็สวยไปอีกแบบนะ
ที่ชอบมากที่สุดของ Maybelline Sensatiion สีแดงอันนี้นอกจากสีแดงที่สวยแล้ว ยังชอบตรงที่บริเวณแท่งลิปสติกมีการสลักชื่อยี่ห้อ Maybelline ด้วย ปรกติไม่ค่อยเห็นมียี่ห้อไหนทำนะ เราชอบอันนี้มาก มันเหมือนการใส่ใจในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มความน่ารัก เปลี่ยนจากสิ่งธรรมดาให้มันไม่ธรรมดาขึ้นมา เก๋มาก
ส่วนสีแดงของลิปสติกออกแดงเข้ม แนวไปทางมืดแต่ก็ไม่ถึงกับดำนะ ลองสีที่แต้มมาให้ดู คือถ้าทาไปทำงานแบบบางๆ ก็รอดไม่น่าเกลียด ไปปาร์ตี้ก็เพิ่มความเข้มเริ่ด เราว่าไม่ว่าจะทาตอนไหนงานไหนก็รอด เพียงแค่เลือกใช้น้ำหนักของสีให้ถูกตามกาลเทศะเป็นพอ รอดชัวร์ ขอบคุณ Maybelline มากค่ะ ^_^
3 Oct
อ่านชื่อเรื่องแล้วอาจจะงงๆ ว่าอะไรคือ coffinger เวลาชงกาแฟแล้วไม่มีช้อนใครเคยคิดอยากจะเอานิ้วลงคนๆ กาแฟบ้าง แต่ก็ไม่กล้ากลัวสกปรกบ้างกลัวร้อนจนนิ้วจะพองบ้าง ถ้าใช้กาแฟซองนี้รับรองถึงไม่มีช้อนก็เอานิ้วลงไปคนกาแฟในแก้วได้ *_*
เพราะกาแฟซองนี้ที่ออกแบบโดย Jaeyong Lee เค้าออกแบบมาสำหรับสอดนิ้วมือเข้าไปแล้วกลับเอาเนื้อซองข้างในออกมาพอดีกับนิ้วชี้ของเราแล้วก็จุ่มนิ้วลงไปคนๆ กาแฟที่ชงให้ละลายได้แล้วค่ะ ก็เก๋ดีนะ แต่แอบแบบเออคิดได้เนอะพยายามทำทุกอย่างให้เป็นไปได้่ถึงแม้่มันจะจำเป็นบ้างไม่จำเป็นบ้างก็เถอะ
9 Sep
มาต่อกันด้วยเรื่องของเครื่องสำอางกันบ้าง อันนี้ที่เอามาก็ยังไม่ได้ทั้งหมดที่มี แต่เลือกมาให้อ่านเฉพาะบางตัวที่อยากแนะนำและเปรียบเทียบให้ดู
ตระกูลแรกมาดูกันที่ BB Cream & Primer ตัวแรกที่อยากบอกว่ามันเจ๋งจริง เจ๋งมากๆ สำหรับใครหน้ามันขอบอกว่าตัวนี้ช่วยควบคุมความมันได้อย่างดีระดับหนึ่งเลย การที่บอกว่าช่วยควบคุมความมัน ไม่ได้หมายความว่าหน้าจะไม่มันเลยยยนะ แต่มันช่วยให้มันน้อยลงจากเดิมอย่าเข้าใจผิด
- Laura mercier Foundation Primer เนื้อเจลใสๆ ทาแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ควบคุมความมันระหว่างวันได้ดีเยี่ยม ใครหน้ามันขอให้ลองตัวนี้เจ๋งจริง
- Meishoku BB Cream สัญชาติญี่ปุ่น ตัวนี้ลองเพราะยี่ห้อนี้เคยใช้น้ำที่ช่วยรักษาสิว (เคยเขียนแนะนำไปแล้วครั้งนึงว่ามันช่วยลดสิวได้ดี สิวแห้งเร็ว) http://www.maeyingzine.com/2011/08/07/everyday-skin-care/ เคยประทับใจตัวรักษาสิวมาก่อนเลยทดลองใช้ BB ดูเผื่อจะดี ซึ่งก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ก็ไม่ได้ปลื้ม เนื้อครีมเข้มข้น เข้ากับสีผิวได้ดี หน้าขาวนิดนึงแต่มัน ทั้งที่บรรจุภัณฑ์เขียนว่ามีคุณสมบัติ 8 ประการ (จำไม่ได้) แต่เค้าบอกว่าคุมมัน ปกปิดรูขุมขน รอยดำ รอยแดง แต่ใช้แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าขนาดนั้น ที่ไม่ชอบที่สุดคือหน้ามัน จบไม่ซื้อต่อ
- E.l.f Foudation All cover stick สำหรับอันนี้ซื้อมาด้วยความอยากลอง และก็ไม่รู้ว่ามันคือรองพื้นคิดว่าเป็นคอลซีลเลอร์หรือ BB Cream e.l.f เค้าย่อมาจาก eye lip face หมายความว่าซื้ออันนี้มาอันนึงใช้ได้หมดทั้งตา ปาก หน้า อันนี้ลองแล้ว เนียน ไม่วอก แต่มัน และเหนียวหน้า ถึงแม้ว่าจะทาแป้งทับแล้วก็ตาม มันก็ยังเหนียวหน้าอยู่ดี ก็คงไม่ได้ประทับใจอะไรมากมาย
ตัวต่อมาแป้งทาหน้า อันนี้ทดลองซื้อ Skin food แป้งองุ่น มาใช้ ตัวนี้เพิ่งกลับมาอีกครั้งหลังจากหยุดผลิตไป ก่อนหน้านี้ก็เห็นมีหลายคนบอกว่าดีมากก ก็เลยลองใช้ดู กลิ่นหอม เนียน สีไม่วอก ปกปิดได้ดีระดับนึง ไม่เป็นคราบ ไม่หนา แต่ก็ไม่ได้ควบคุมความมันเท่าไหร่ มันเป็นปรกติ แต่ก็ถือว่าโอเคนะ สำหรับการทาแป้งในวันสบายๆ ไม่เป๊ะมาก
สุดท้าย Eye Primer ล่าสุดเพิ่งซื้อของ elf มาอีกครั้ง ทดลองดู เปรียบเทียบกับของที่มีคือ Urban Decay
- Urban Decay แน่นอนว่ามันเลิศอยู่แล้ว เนื้อครีมแน่น ไม่มัน ทำให้ eye shadow ติดทนนานและสีก็เด่นชัดมากขึ้น แต่เวลาทาเรารู้สึกว่าต้องรีบเกลี่ยไม่งั้นจะหนาๆ เป็นปื้นไปหน่อย
- Elf eyelid primer เนื้อครีมบางมาก ไม่แน่นเลย เวลาทาแล้วรู้สึกเป็นน้ำ เวลาเกลี่ยมันจะลาม กระจายไปทั่วต้องระวังดีๆ ว่ามันจะเลยตาออกไปข้างๆ ต้องเกลี่ยดีๆ แต่พอทาแล้วกลายเป็นแป้งนิดๆ ไม่มัน บางเบา สีเด่น แต่ไม่ชัดเท่า Urban Decay ถ้างบไม่พอขนาดซื้อ Urban ตัว elf นี้ก็ถือว่าใช้ได้ ไม่น่าเกลียด พอได้อยู่
จริงๆ ยังมีอีกหลายชิ้นที่ซื้อมาเรื่อยๆ แต่ว่าเลือกมาเฉพาะบางอย่างที่รู้สึกว่าอยากเขียนแนะนำให้อ่าน ก็ลองดูกันเนอะ
8 Sep
มานั่งนึกๆ ดู ไม่เคยมีเดือนไหนเลยที่จะไม่ซื้อเครื่องสำอาง หรือ Skin care แล้วแต่ละเดือนก็ใช่ว่าจะซื้อแค่ชิ้นเดียวด้วยนะ ด้วยความที่เป็นคนชอบลอง ต่อให้เจอชิ้นไหนที่รู้สึกว่าใช้แล้วดีก็ยังจะต้องไปลองหาอย่างอื่นมาอีก -..- แล้วหลังๆ พอใช้อะไรดี ก็จะมีคนมาถามว่าใช้อะไร ใช้แล้วอย่าลืมเขียนรีวิวด้วยนะ หลังๆ เริ่มไม่แน่ใจว่า เพราะเค้าติดตามอ่านเราจริงๆ หรือแค่จะบอกว่าเขียนซะแค่นั้นกันแน่ 555 แต่ก็เอานะ มีคนถามก็จะเขียน
เริ่มกันที่ Skin Care ก่อนแล้วกัน หลังๆ เราจะเห็นว่าหลายๆ แบรนด์หันมานำเสนอแล้วก็ออกผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นกันทั้งนั้น ตอนนี้ที่ลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้น้ำอยู่ 3 ตัว คือ (เรียงตามความประทับใจ)
- Biotherm aquasource nuit ถึงแม้ว่าเนื้อจะเป็นเจลใส พอทาที่หน้าก็กลายเป็นน้ำ ซึมสู่ผิวได้ดี และก็ให้ความรู้สึกชุ่มชื้นจริงๆ ให้ความรู้สึกเหมือนมวลของเนื้อเจลและความชุ่มชื้นมันแน่นดี แต่ทาแล้วซึมผิวดีมาก ได้ผลดีหน้านุ่มเลย แต่ไม่ค่อยชอบกลิ่นเท่าไหร่
- Laneige water Bank Cream ด้วยความที่ได้เนื้อครีมมันเลยค่อนข้างหนักหน้าเกินไป แต่ก็รู้สึกว่าไม่มันเท่าครีมตัวอื่นๆ หน้านุ่มดี
- Nutrogena Hydo Boots เนื้อเจลใส ซึมช้า แต่หน้าไม่มัน ตัวนี้ใช้แล้วไม่ค่อยรู้สึกว่าหน้าชุ่มชื้นหรือดีขึ้นสักเท่าไหร่ และก็คงไม่ซื้อต่อด้วย ใช้แล้วไม่ค่อยรู้สึกอะไร
ตัวต่อมาที่อยากแนะนำมากที่สุดเป็น Essence สำหรับบำรุงผิว เป็นตัวที่เวลาเจอใครมาถามหรือทักหน้าดี หรืออยากจะบอกเองจะนำเสนอตัวนี้ก่อนเป็นตัวแรกเพราะมันดีจริงๆ ดีแบบประทับจิตประทับใจอยากให้หลายๆ คนได้ลองมาก
Laneige White Plus Renew Essence
เนื้อ Essence บางเบา นุ่มเหมือนน้ำนม เวลาทาหน้า พอช่วงที่เนื้อเอสเซนส์กำลังเริ่มซึมสู่ผิว ให้ใช้ปลายนิ้วทั้ง 3 ชี้ กลาง นาง ค่อยๆ กดเนื้อเอสเซนส์เข้ากับผิวหน้า กดเบาๆ ในแนวยกผิวขึ้น หน้าจะกระชับ แล้วเนื้อเอสเซนส์จะซึมลงสู่ผิวได้ดี หลังจากที่ใช้แล้วรู้เลยว่าหน้านุ่มมากขึ้น ผิวละเอียดมากขึ้น หน้าดีขึ้นมา จากที่เคยมีสิว สิวก็หาย หน้านุ่ม ผิวละเอียด ส่วนความขาวนี่ก็ไม่ได้ว่าจะเห็นผลมากมาย แต่หน้าดีก็โอเคนะ ปลาบปลื้มมาก อ่อ รอยดำแดงจากสิวเก่าก็ค่อยๆ จางหายแต่ไม่ได้รวดเร็วมากนัก แต่โดยรวมดีเยี่ยม กะว่าถ้าขวดนี้หมดก็จะซื้อต่อ ตัวนี้นำเสนอขายมาให้หลายคนแล้วแต่คงยังไม่มีใครซื้อมาใช้ ราคาก็ขวดนึง 2,000 บาท แพงอยู่แต่ถ้ามันดีขนาดนี้ก็ลงทุนเถอะ ไม่ต้องไปหาหมอเสียเงินด้วย 555
สุดท้ายสำหรับ Skin care ที่จะพูดถึงในวันนี้ เป็นกลุ่มเกี่ยวกับกระชับรูชุมขน แต่ทั้ง 2 ตัวนี้ใช้แล้วก็ไม่ได้ปลาบปลื้ม ไม่เห็นผลเท่าไหร่นะ แต่ก็ไม่ถึงกับแย่จนรับไม่ได้
- Za Total Hydration Pore care essence
- Baviphat Ampoule
ตัวที่เรารู้สึกว่าใช้แล้วกระชับรูขุมขนที่สุดก็เป็นตัวเก่าที่เคยเขียนไป ลองกลับไปอ่านกันได้จ้า
http://www.maeyingzine.com/2011/08/07/everyday-skin-care/
จบด้วยเรื่อง Skin care แต่เพียงเท่านี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเอาเครื่องสำอางมาเล่าให้ฟัง
12 May
วันเสาร์อยู่ว่างๆ และหลังจากได้อ่านสูตรการทำ Coffee Jelly มาจาก Thaicoffeelove.com ถือโอกาสลองทำดูเองซะเลย วิธีการทำง่ายมากๆ ส่วนผสมก็ง่ายเหมือนกันสามารถหาซื้อได้ตามซุปเปอร์เลยจ้า
ส่วนผสม
1 ผงเยลลี่แบบไม่มีรส (หรือจะเป็นแผ่นเจนลาตินที่เอาไว้ผสมกับขนมก็ได้ค่ะ) 10 กรัม
2 น้ำตาลทรายแดง (น้ำตาลทรายขาวก็ได้เช่นกัน) 5 ช้อนโต๊ะ
3 ผงกาแฟ (เอาตามที่ที่บ้านมีอยู่เลย ยี่ห้อใดก็ได้) 1 ช้อนโต๊ะ
4 น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร
5 แม่พิมพ์
วิธีการทำ
1. ต้มน้ำเปล่าให้เดือด
2. นำผงวุ้น/เยลลี่ หรือแผ่นเจนลาตินลงไปต้มจนละลาย (อย่าลืมคนด้วยนะ)
3. ปิดไฟ แล้วนำน้ำตาลทรายพร้อมกับผงกาแฟเทใส่ลงน้ำที่ผสมผงวุ้นหรือเจลาติน แล้วคนให้เข้ากัน
4. นำไปเทใส่ลงแม่พิมพ์ที่เตรียมไว้ (บ้านเราไม่มีแม่พิมพ์เราก็ใช้ถ้วย แก้ว และถาดหลุมที่ทำน้ำแข็งแทน)
5. ทิ้งไว้ในอุณหภูมิปรกติจนเย็น (ยังไม่เป็นเยลลี่) แล้วจึงค่อยนำเข้าตู้เย็นให้จับตัวกันเป็นเยลลี่
ถือเป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วจ้า พอเยลลี่จับตัวก็นำออกมาทานได้เลยค่ะ แต่เนื่องจากตอนเราทำแผ่นเจนลาตินมันเหลือ ก็เอามาทำเป็นเยลลี่น้ำแดงต่อซะเลย วิธีการทำก็เหมือนกัน เพียงแต่ขั้นตอนที่ผสมน้ำตาลทรายกับผงกาแฟก็เปลี่ยนเป็นน้ำแดงเทใส่ลงไปแล้วคนให้เข้ากัน (ไม่ต้องใส่น้ำตาล เพราะน้ำแดงหวานอยู่แล้ว) แล้วก็ชิมเอารสชาติความหวานเท่าที่ต้องการ อันนี้ก็กะๆ เอาเทๆ ลงไปไม่ได้ตวงส่วนผสมแต่อย่างใดจ้า
สำหรับเยลลี่กาแฟ ถ้าทำตามสูตรนี้เป๊ะ รสชาติจะหวานกำลังพอดี แล้วก็หอมกาแฟมาก สามารถเอาไปทานคู่กับกาแฟเย็น หรือนมสดได้ ส่วนเยลลี่น้ำแดงก็เอาไว้ทานตอนอากาศร้อนๆ เอาออกมาจากตู้เย็น ทานแล้วจะสดชื่น เย็นๆ หอมๆ หวานๆ จ้า ลองไปทำกันดู ทำง่ายแล้วก็ไม่ยุ่งยาก เสียเวลาแค่ไม่กี่นาทีเองด้วย : )
24 Mar
วันที่ 2 โปรแกรมเที่ยวของวันนี้จะไปเล่นสกี ทำกิมจิ ใส่ชุดฮันบก แล้วก็ไป Everland ต่อ แต่ก่อนไปเที่ยว ขอย้อนกลับไปคืนที่แรกก่อน ที่โรงแรมจะมี 7-11 กับ Family mart อยู่ ซึ่งร้านพวกนี้มันก็มีอยู่ทั่วไป แต่อาวายเล่าให้ฟังว่าร้านค้าแบบ 7-11 ที่เป็นของคนเกาหลีจริงๆ ก็มีนะ ร้าน 7-11 จะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนร้านที่เป็นของคนเกาหลีแท้ๆ ชื่อร้านว่า GS25 มาจากความอยากเอาชนะร้านจากต่างประเทศ เลยบอกว่าร้านเค้าน่ะเปิด 25 ชั่วโมงนะ (เอามาจากไหนอีก 1 ชั่วโมงหว่า) 5555 ก็เป็นความเข้าใจคิดแบบน่ารักปนตลกดีเหมือนกัน
มัวแต่เล่าเรื่องชั่วโมงร้านลืมบอกว่า ไปซื้อขนมมาอย่างนึงลองกินดู ขนมกรอบๆ ที่ทำเหมือนแป้งต๊อก มันไม่อร่อยเลย เป็นแป้งกรอบแล้วก็หวานมาก
แต่ก็โอเคถือว่าไปลองอะไรแปลกๆ
ไปเที่ยวกันต่อดีกว่า เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการไปเล่นสกี ก่อนอื่นก็ต้องไปเช่าชุดเสื้อ กางเกงที่นึงก่อน แล้ค่อยไปที่ลานสกี เมื่อไปถึงก็ต้องไปวัดเท้าก่อนนะว่าเท้าไซส์ไหน เสร็จแล้วก็ค่อยเอากระดาษที่จดไซส์ไปให้ พนง เค้าจะเลือกรองเท้าตามไซส์มาให้เรา หลังจากนั้นก็เอารองเท้าไปล็อคถัดไปเพื่อให้เค้าทำการวัดรองเท้ากับไม้ลื่นสกี เพื่อที่เวลาเราเอาเท้าวางแล้วจะได้ล็อคพอดี ไม่หลุดเวลาเล่นขอบอกว่าอุปกรณ์สองอย่างนี้มันหนักมาก เวลาเดินที่พื้นธรรมดาก็ลำบากมาก ด้วยความที่ตัวเล็กมั้งมันเลยยิ่งทุลักทุเลมาก เสร็จแล้วก็ไปเอาไม้ไปเล่นสกีได้เลย อ่อก่อนไปเล่นถ้าใครมีกระเป๋าหรือของติดตัว เค้าจะมี Locker ให้เช่าราคา 500 วอน ก็สามารถเช่าไว้เก็บรองเท้า กระเป๋าไว้ได้ เสร็จแล้วก็ไปเล่นกันได้เลย
ตอนแรกคิดว่าจะหนาวมาก แต่พอเล่นๆ ไปแล้วร้อนเลย เหงื่อออกด้วย และสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นจะบอกว่ามันทั้งเกร็งต้นแขน ขา เกร็งไปหมด เมื่อยสุดๆ แขนขาล้าไปเลย แต่ก็สนุกมาก สนุกจริงๆ
Kimjiland
เสร็จจากเล่นสกีก็ไปเรียนทำกิมจิต่อ อันนี้เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ถ้าใครทำกิมจิออกมาสวยหมายความว่าจะได้แต่งงาน จริงป่าวก็ไม่รู้แต่เพื่อนเล่าให้ฟังมาอีกที ส่วนวิธีการทำก็ เค้าจะมีผักมาให้ช่อนึง แล้วก็ซอสที่เค้าปรุงเสร็จแล้ว เราก็แค่เอาซอสนั้นมาป้ายๆ ที่ผัก ตั้งแต่โคนหรือก้านก่อนค่อยๆ ลงมาที่ใบ เสร็จแล้วก็ม้วนๆ ผักให้ดูเป็นก้อนๆ แค่นี้ก็เสร็จแล้ว
พอทำเสร็จก็ไปถ่ายรูปชุดฮันบกกัน ชุดที่เลือกมาใส่ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นชุดอะไร แต่ที่เลือกเพราะเห็นว่าสีมันแจ่มดีเวลาถ่ายรูปออกมาจะได้สวยๆ 55 มารู้ทีหลังกว่าเป็นชุดนางรำ ที่รำหน้าลานให้กับพระราชาดูอะไรทำนองนั้น ก็สนุกดี ชอบๆ
Kalbi (หมูย่างเกาหลี)
เสร็จแล้วก็ไปกินหมูย่างเกาหลีกัน อร่อยล้ำมากกกกกกก ลืมหมูย่างเกาหลีที่เมืองไทยไปเลย ย่างเลยตัดเอง ห่อกับผักจิ้มน้ำจิ้ม สุดยอด เปรมมากกกกก
Everland
เสร็จแล้วก็ Everland กัน ที่นี่หนาวมาก เพราะเป็นสวนสนุกที่อยู่ในหุบเขา จะเข้าไปเล่นเครื่องเล่นก็ต้องนั่งกระเช้าลงไปนะ พอจะกลับก็ต้องเดินหรือนั่งกระเช้าขึ้นมาอีกที ส่วนเครื่องเล่นนี่ไม่ได้เล่นอะไรสักอย่าง เป็นคนไม่ชอบเล่นอะไรหวาดเสียวเลย เลยไปต่อแถวเข้าไปไลเกอร์แทน อันนี้จริงๆ ก็ไม่ได้อยากดูอีกเหมือนกัน เพราะไม่ชอบสัตว์ ต่อแถวยาวมาก พอไปถึงก็นั่งรถเข้าไป วนๆ แป๊บเดียวก็จบแล้ว ดูเร็วกว่าต่อแถวอีก – -‘ อ่อ ก่อนไปดูไลเกอร์ก็ไปดูแกะแก้มชมพู น่ารักดี แค่นี้ก็หมดเวลาแล้ว กว่าจะกลับขึ้นมาก็เย็นย่ำแล้วจ้า
หม้อไฟ
ปิดท้ายวันนี้ด้วยการกินหม้อไฟ อร่อยกิ๊บกิ้วอีกแล้ว มีเหล้าบ๊วยเหมือนที่ญี่ปุ่นเลย แต่เหล่าบ๊วยที่ญี่ปุ่นอร่อยกว่าเยอะ ทริปนี้มีความสุขกับอาหารมาก
กินเสร็จก็กลับโรงแรม ก่อนนอนก็เลยออกมาเดินเล่นแถวๆ โรงแรมเลยแวะกินโอเด้ง หรือปลาแผ่นเสียบไม้พร้อมกับน้ำซุป ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะ 4-500 วอนนี่แหละ แล้วก็สนองนี๊ดด้วยการกินต๊อกโปกิ อร่อยมากชอบอ่ะ ชอบแป้งเหนียวๆ ซอสที่ราดก็ออกจะเผ็ดหน่อย แต่ถ้าไม่เผ็ดมันก็คงเลี่ยนน่าดู นั่งกินกันอยู่หน้าร้านนั่นแหละ ส่วนเพื่อนคนอื่นบางคนก็ไปกินปลาหมึกดิ้นๆ บรึ๋ยยยยย ไม่เอาอ่ะ >.<
เป็นอันจบทริปการเที่ยวของวันที่ 2 แล้วจ้า ติดตามวัน 3-4 กันต่อนะ อาจจะเอามารวมกันเป็นเรื่องเดียวเลย เพราะที่เหลือส่วนใหญ่ก็จะไปที่ที่เค้าขายของอย่างศูนย์โสม, สาหร่าย, ศูนย์สมุนไพรแล้วก็ช็อปปิ้งแล้วหล่ะ
7 Mar
ไปเที่ยวประจำปีกับ mInteraction ที่เกาหลีกันจ้า ออกเดินทางกลางคืนของวันที่ 21 ก.พ. ถึงเช้าวันพุธ 22 ก.พ. เที่ยวกันถึงวันที่ 25 ไปกับทัวร์ Discovery Korea เดินทางโดยสารการบิน Jin Air (ที่คิดว่าโคตรจะเล็กและอึดอัด แทบไม่มีอากาศหายใจ ขนาดว่าเป็นคนตัวเล็กแล้วนะ -_-’ เหมือนกันแย่งหายใจ ทำให้อาการแพ้อากาศกำเริบ เสียงบี้เลย T^T) ใช้เวลาในการบินประมาณ 5 ชั่วโมง และเวลาที่เกาหลีก็เร็วกว่าบ้านเรา 2 ชั่วโมง
เมื่อไปถึงสนามบินอินชอนแล้ว เวลาจะผ่าน ตม. เลือกต่อแถวดีๆ นะ ถ้าเห็นแถวไหนที่มีเหมือน Labor หรือคนผิวดำอย่าไปต่อแถวนั้นนะ จะช้ามาก ตม.คงตรวจกันนานหน่อย สำหรับวันนี้เราก็ไปเที่ยว คลองชองเกชอน พิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาหมี คล้องกุญแจคู่รักที่ Seoul Tower ตลาดทงแดมุน และเกาะนามิ เริ่มกันที่คลองชองเกชอนเลยนะ สำหรับทริปนี้ได้ไกด์ผู้น่ารักคือ อาวาย ใจดี ตลก เป็นกันเองมากๆ เป็นคนเกาหลีที่แต่งงานกับคนไทย และช่างภาพ micky เป็นคน active มากๆ คอยดูแลอำนวยความสะดวก ช่วยเหลือทุกอย่าง อยากได้อะไรขอมิกกี้ทำให้หมด ที่ประทับใจสุดคือตอนทานข้าวจะคอยมาเติมมาเสริฟตลอดเวลา และจะบอกว่า หมูเยอะๆ ทานเยอะๆ นะครับ ทริปนี้อิ่ม เปรมมาก
คลองชองเกชอง
ไปถึงก็ไม่มีอะไรนอกจากถ่ายรูป (จริงๆ) แต่ที่เก๋มากคือ ที่นี่เค้ามีตู้ถ่ายรูปแล้วสามารถเลือก Background ได้ด้วยว่าจะเอาภาพสถานที่สำคัญที่ไหนของเกาหลี พอถ่ายเสร็จก็สามารถส่งเข้าอีเมล์เราได้เลย (เหมือนตู้ถ่ายรูปที่ตั้งอยู่ที่ CTW บ้านเราเลย ถ้าใครเคยไปถ่ายนะ) ส่วนคลองชองเกชอนก็ไม่มีอะไร ถึงแม้ในใบนำเที่ยวจะเขียนว่า (มหัศจรรย์) ก็ตาม -_-’ คลองนี้มีอายุกว่า 600 ปี ความยาว 6 กม. ที่นี่ยังใช้จัดเป็นลานกิจกรรมต่างๆ ด้วย ถ้าช่วงที่มีการจัดกิจกรรมก็คงสวยดีเหมือนกัน หรือถ้าไปตอนกลางคืนกำลังเปิดไฟก็อาจจะสวยก็ได้นะ แต่อันนี้ไปตอนสายๆ เลยไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่
Teddy Bear Museum and Seoul Tower
ตามทริปนี้ให้เลือกว่าจะขึ้นไปดูวิวเมืองข้างบนหรือจะเข้า Teddy Bear Museum แน่นอนว่าเลือกดูหมีแน่นอน จะบอกว่าน้องหมีน่ารัก ทำให้เรารู้สึกว่ามีความสุขมาก enjoy สุดๆ ในพิพิธภัณฑ์เค้าจะนำตุ๊กตาหมีมาเล่าเรื่องราวตั้งแต่ประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน มีถ่ายคลิปวีดีโอมาด้วย จบจากการดูน้องหมีแล้วก็แวะไปที่คล้องกุญแจซะหน่อย ที่คู่รักหลายๆ คนเชื่อว่าถ้าได้มาคล้องกุญแจที่นี่แล้วจะรักกันตลอดไป แต่ไม่ได้คล้องนะ 555 มันเยอะมวากกกกก เยอะไปไหน เสร็จจากทีนี่ก็ไปทานอาหารกลางวันกันนะ
โอซัม พุลโกกิ
มื้อกลางวันนี้เรากิน โอซัม พุลโกกิ ประกอบด้วยปลาหมึกสด และหมูสไลด์ที่ผ่านการหมักด้วยเครื่องปรุงจนได้ที่ นำมาผัดรวมกับผักสดนานาชนิดบนกระทะร้อนๆ รับประทานพร้อมเครื่องเคียง และข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมาก เราจำไม่ได้ว่ารสชาติเป็นยังไง แต่รู้สึกว่าตลอดทั้งทริปนี้อาหารอร่อยมวากกกกกก เปรม (ยกเว้นอาหารโรงแรม เปลี่ยนมา 2 โรงแรมก็ยังรู้สึกว่ากิงม่ายล่ายได้ทั้ง 2 ที่เลย)
ตลาดดงแดมุน
ต่อไปเราจะไปช้อปปิ้งที่ตลาดดงแดมุนกันแล้วจ้า ร้านค้าที่นี่เค้าแปลกดีเหมือนกันนะ แค่เดินเข้าร้านยังไม่ได้ซื้ออะไรเค้าก็พร้อมจะให้ Tester แล้วอ่ะ ไปถึงก็ดิ่งเข้าไปที่ Skinfood กับ etude ก่อน วันนี้ได้แต่ซื้อของตัวเอง เข้าออก 2 ร้านเสียหายไป 2 แสนกว่าวอนแล้ว แค่วันแรกเองนะ
Nami Island
ย้อนรอยซีรีย์กันสุดๆ เดินๆ ถ่ายรูป เดินๆ ถ่ายรูป ก็สวยดีนะ มุมถ่ายรูปสุดฮิตก็คงตรงที่เป็นแนวต้นไม้ยาวๆ นั่นล่ะ แล้วก็คงเป็นรูปปั้นของดาราในเรื่อง Winter love song (แต่เราไม่เห็น ได้ยังไงเนีย) ที่นามิมีขนมอยู่อย่างนึงอร่อยดีนะ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะ 1000 วอน เป็นแป้งก้อนกลมๆ ข้างในมีน้ำเหนียวๆ หวานๆ แล้วก็มีถั่ว มีเมล็ดทานตะวันอยู่ข้างใน หอมกลิ่นน้ำตาลหวานๆ อร่อยดี จบแล้วสำหรับเกาะนามิ ไม่มีอะไรจริงๆ นะก็ถ่ายรูปอย่างเดียว 555
DUKKALBI
สำหรับมื้อเย็นไปกิน DUKKALBI ไก่เผ็ดบาร์บีคิวนำมาผัดบนกระทะ พร้อมผัก มีแป้งต๊อกด้วย แล้วก็เอาข้าวลงไปผัดคลุกๆ อร่อยดี มื้อนี่ฝีมือ @moomay ลงมือผัดให้กิน 555 ส่วนกิมจิกับซุปสาหร่ายนี่กินทุกวัน ทุกมื้อเลย จบทริปวันแรกแล้วจ้า ติดตามวันที่ 2 กันใหม่นะ สนุกสนานกว่าเดิม ^^
The blog owner requires users to be logged in to be able to vote for this post.
Alternatively, if you do not have an account yet you can create one here.
Powered by Vote It Up