1
Like

จริงหรือไม่ จริงหรือเปล่า

หลายอย่างที่เราเคยๆ ได้ยินต่อๆ กันมา เคยสงสัยกันมั้ยว่า อะไรจริงบ้าง อะไรไม่จริงบ้าง วันนี้มีคำตอบมาเฉลยให้ฟังกัน แต่ขอยกมาเพียงเรื่องเท่านั้นนะคะ ;)

กินหวานมากทำให้ผิวเหี่ยวเร็ว (จริงหรออออ)

ถูกต้องนะค๊า เมื่อร่างกายมีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไป ก็จะไปเกาะติดกับเส้นใยโปรตีนที่อยู่ระหว่างเซลล์ผิว แล้วก็จะทำให้ผิวเกิดภาวะตึงเครียดขึ้น และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวของเราเหี่ยวเร็ว แถมยังหยาบกร้านด้วยจ้า

การยืนเอาปลายนิ้วมือแตะปลายนิ้วเท้าจะทำให้ผิวหน้าดูสดใส (จริงหรออออ)


ถูกต้องนะค๊า เพราะว่าจะทำให้เลือดที่อยู่บริเวณหนังศีณษะ และใบหน้านั้นหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งนั่นก็มีส่วนที่ทำให้หน้าของเราดูสดใสขึ้นนั่นเองค่ะ อ้อ..อย่าลืมก้มค้างไว้ประมา๊ณ 20-30 วินาทีด้วยนะคะ

เอาน้ำแข็งถูหน้าก่อนนอนจะทำให้หน้าหายมันได้ (จริงหรออออ)


ไม่จริงนะค๊า อย่าได้ทำตามเชียว วิธีแก้หน้ามันให้ได้ผลจริงๆ ให้นำเมือกว่านหางจระเข้ทาหน้าให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ 5-10 นาที ให้เมือกของว่านหางจระเข้นั้นแห้งไปเองค่ะ

การสวมเสื้อผ้าหนาๆ เพื่อให้เหงื่อออกเยอะๆ จะทำให้ผอมเร็ว (จริงหรออออ)


ไม่จริงนะคะ อย่าได้เข้าใจผิดกันเชียว จริงๆ แล้วการที่เหงื่อออกเยอะ นั่นหมายความว่าร่างกายโดนความร้อนจนต้องระบายความร้อนออกมา ไม่ใช่การเผาผลาญไขมันออกมา เพราะฉะนั้นพอเราดื่มน้ำเข้าไป น้ำหนักก็เท่าเดิมอยู่ค่ะ ถ้าอยากให้เหงื่อออกจริงๆ แนะนำว่าไปวิ่งรอบหมู่บ้านสัก 5 รอบน่าจะเวิร์คกว่านะคะ

คนผิวแห้งมีโอกาสเกิดริ้วรอยกว่าคนผิวมัน (จริงหรออออ)


จริงค่า เพราะคนผิวแห้งขาดซีบัม หรือสารไขมัน ทำให้กลไกการปกป้องตนเองของผิวหนังทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นคนผิวแห้งควรดูแลและทาครีมบำรุงเพื่อความชุ่มชื่นแก่ผิวพิเศษกว่าคนผิวมันนะจ้ะ

การฝึกกลั้นลมหายใจสามารถชะลอหน้าแก่ก่อนวัยได้ (จริงหรออออ)


จริงจ้า โดยให้หายใจออกทางปากอย่างช้าๆ จนสุดลม แล้วก็หายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ ให้เต็มปอด กลั้นไว้สักพักหนึ่งแล้วค่อยหายใจออกทางปาก ทำซ้ำไปเรื่อยๆ วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที จะช่วยชะลอผิวแก่ก่อนวัยและรอยคล้ำได้จ้า ปล. กลั้นลมหายไว้แค่สักพักอย่ายาวมากนะคะ เป็นห่วงค่ะ ;p

การร้องไห้ช่วยลดความอ้วนได้ (จริงหรออออ)


ไม่จริงจ้า อย่าได้หลงเชื่อนะ จริงๆ แล้วการหัวเราะต่างหากที่ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ให้หมดไปได้ดีกว่าการอยู่เฉยๆ

กาวตราช้างใช้รักษาส้นเท้าแตกได้ (จริงหรออออ)


จริงๆ จ้า เพราะว่ากาวตราช้าง จะเคลือบผิวหนังที่ส้นเท้า ไม่ให้สิ่งสกปรกเข้าไปในรอยแตก ผิวก็จะไม่ถูกรบกวน และมีการซ่อมแซมตัวเองขึ้นมา มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนเซลล์เก่า กาวตราช้างก็จะหลุดตามเซลล์เก่าไปด้วยจ้า

การเต้นรำทำให้ผิวสวยได้ (จริงหรออออ)


จริงที่สุดค่ะ เพราะการเต้นรำก็เหมือนการได้ออกกำลังกาย เต้นเพียงวันละ 20 นาที ก็สามารถช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ แถมยังกระตุ้นระบบการหายใจและระบบหมุนเวียนของเลือดให้เลือดลมเดินทั่วผิว ผิวก็จะเปล่งปลั่งสวยงามค่ะ

การใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์เป็นประจำทำให้ขาใหญ่ (จริงหรออออ)


จริงค่ะ สาวๆ ที่ชอบนุ่งสั้นจะฟังอีกกี่รอบ ก็ยังคงตอบเหมือนเดิมว่าจริงค่ะ เพราะช่วงขาส่วนที่อยู่นอกกระโปรงจะเกิดการสะสมไขมันเป็นพิเศษ แนะนำว่าถ้าต้องการใส่จริงๆ ลองหาถุงน่องมาใส่กันไว้อีกชั้นก็พอจะช่วยได้ค่า

ขอบคุณรูปประกอบสวยๆ จาก Flickr นะคะ ^^

0
Like

เรื่องน่ารู้กับสารให้ความหวาน Acesulfame K

คราวที่แล้วลองสังเกตปริมาณคาเฟอีนในกาแฟกระป๋องไปแล้ว คราวนี้ไปสังเกตส่วนประกอบสำคัญจากซองกาแฟสำเร็จรูปบ้าง พออ่านๆ ไปก็เกิดไปสะดุดตาเข้ากับคำว่า “ใช้อะซีซัลเฟม เค”

ความสงสัยก็เลยเกิดขึ้นอีกว่ามันคืออะไร ยิ่งเป็นคำศัพท์ทางการอย่างนี้แล้วด้วยคนธรรมดาๆ อย่างเราก็ไม่ทราบและไม่เข้าใจแน่นอน แถมยังสงสัยอีกด้วยเป็นศัพท์ทางการขนาดนี้มันคืออะไรกันแน่ แล้วมีผลยังไงกับร่างกายเราหรือเปล่า ที่คิดอย่างนี้เพราะเป็นคนที่พึ่งกาแฟสำเร็จรูปที่เป็นซองอยู่ทุกวัน ดังนั้นก็ขอแอบคิดนิดนึงว่าไอที่เรากินเข้าไปทุกวันๆ เนี่ยมันคืออะไร แล้วจะมีผลยังไงกับร่างกายเราบ้างมั้ย

sugar
และก็หันไปพึ่งพี่ Google เค้าซะหน่อย ซึ่งพี่ Google ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย ได้ข้อมูลมาดังนี้ค่ะ

อะซีซัลเฟม เค : Acesulfame K คือสารให้ความหวานมากว่าน้ำตาลซูโครสหรือ น้ำตาลทรายประมาณ 200 เท่า สามารถละลายน้ำได้ดี ให้พลังงาน 0 แคลอรี่ ไม่ทำให้ฟันผุ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน สำหรับผู้ที่รักษารูปร่าง หรือควบคุมน้ำหนักก็จะหันมาใช้สารให้ความหวานนี้แทนน้ำตาลกันมาก และผลวิจัยยังบอกว่าสารอะซีซัลเฟม เค นั้นมีความปลอดภัย และอนุญาตให้ใช้สารนี้กว่า 90 ประเทศทั่วโลก

แหมได้ฟังอย่างนี้แล้วก็ค่อยโล่งอกไปทีว่าไม่มีผลข้างเคียงอันตรายเท่าไหร่ แต่ทั้งนี้ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจกันไปนะคะ ถึงแม้ผลวิจัยจะบอกว่ามีความปลอดภัย แต่หากเรารับประทานเข้าไปทุกวันๆ ก็อาจเกิดการสะสมในร่างกายได้ ซึ่งจะส่งผลข้างเคียงกับการกระตุ้นการหลั่งสารอินซูลินในร่างกายของเรา และอาจมีผลทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำได้ค่ะ

ของทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียทั้งนั้นนะคะ จะรับประทานหรือจะใช้อะไรก็ขอให้ใช้แต่พอดี สุขภาพดีถ้วนหน้านะคะ ^^

0
Like

ความจริง 8 ประการเกี่ยวกับการกินเพื่อสุขภาพ

เคล็ดลับน่ารู้ – กินเพื่อสุขภาพ เมื่อไม่นานนี้เพิ่งได้รับ Fwd เมล์ความจริงจากการกินอาหารต่างๆ เพื่อสุขภาพ คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ก็เลยนำมาให้อ่านกันค่ะ

1.    กินน้ำมะนาวปั่นสามารถแก้อาการเมาค้างได้จริงหรือ

wrong ไม่จริง จริงๆ แล้วต้องดื่มน้ำกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง ถึงจะช่วยแก้อาการเมาค้างได้ เพราะกล้วยจะทำให้กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไป ในขณะที่นมก็ช่วยปรับระดับของเหลว ในร่างกายของเราทำให้อาการเมาหายไปได้

2.    เมื่อเป็นไข้ไม่ควรฝรั่งจริงหรือ

right จริง เพราะในฝรั่งมีแร่โพแทสเซียมสูง เมื่อเวลาเป็นไข้ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น การกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงจะส่งผลให้เกิดอาการชักได้

3.    มันฝรั่งช่วยลดความดันโลหิตให้ต่ำลงได้จริงหรือ

right จริง เพราะในมันฝรั่งมีสารเคมีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ชื่อว่า คูคัวไมน์ส มีสรรพคุณในการควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำลง และยังรักษาโรคที่ลึกลับที่เรียกว่า โรคนอนหลับได้อีกด้วย

4.    ดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้จริงหรือ

wrong ไม่จริง แต่การดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น

5.    การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชายได้จริงหรือ

wrong ไม่จริง แต่การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยให้คนไข้ผ่าตัดลำไส้ใหญ่หายเร็วขึ้น เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งหลังการผ่าตัดเป็นการบริหารให้ลำไส้กลับมาทำงานตามปรกติได้เร็วขึ้น คนไข้จะไม่เกิดอาการลำไส้อืด ซึ่งทำให้ปวดท้องและท้องอืด หลังจากที่ต้องหยุดทำงานไปพักหนึ่ง

6.    การกินเนยก่อนนอนทำให้นอนหลับสนิทขึ้นจริงหรือ

right จริง เพราะในเนยมีกรดอมิโน ที่ชื่อว่า ทริปโตพัน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้เกิดควมรู้สึกผ่อนคลายและสะกดให้หลับได้สนิทมากขึ้น

7.    การกินบ๊วยช่วยเพิ่มกำลังได้จริงหรือ

right จริง เพราะการที่คนเรามีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย เพราะกรดในเลือดสูง ร่างกายไม่สามารถปรับดุลความเป็นด่างได้ทัน แต่บ๊วยมีความเป็นด่าง ph 7.35 ใกล้เคียงกับเลือดคนเรา จึงช่วยถ่วงดุลความเป็นด่างได้และยังมีโปรตีน เกลือแร่ และสารอหารจำเป็นอยู่มากอีกด้วย

8.    การกินอาหารมื้อเช้าช่วยป้องกันความจำเสื่อมได้จริงหรือ

right จริง เพราะ เลือดตอนเช้าจะแข็งตัวง่ายกว่าปรกติ จึงมีโอกาสที่หลอดเลือดอุดตันมากขึ้น สารอาหารไปเลี้ยงสมองได้น้อยลงสมองจึงค่อยๆ เสื่อม

0
Like

9 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแฟชั่น

เพิ่งผ่านวันที่ 9 เดือน 9 ปี 09 มาสักระยะหนึ่งนะคะ ใครๆ ต่างก็ตื่นเต้นกับวันนั้นกันใหญ่ บางคนก็โทรไปหาคนรักบ้างอะไรบ้าง แต่โดยส่วนตัวกลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับวันนี้มากมายจริงๆ แล้วก็เป็นเพียงแค่วันธรรมดาวันหนึ่ง แต่อาจจะพิเศษตรงที่ผู้คนต่างยกให้เป็นวันพิเศษที่จะทำอะไรๆ พิเศษขึ้นมา ซึ่งจริงๆ แล้วก็อาจจะเป็นเรื่องดีนะคะ โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยได้ทำอะไรที่เป็นพิเศษให้กับใครๆ มากนัก ไม่รู้ว่าวันนั้นเพื่อนๆ ทำอะไรกันอยู่บ้างนะคะ ส่วนทรายเอง ณ เวลานั้นกำลังง่วนอยู่กับแก้เราท์เตอร์อินเทอร์เน็ทอยู่ 555 ก็โอเคนะ ทรายก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรเท่าไหร่อยู่แล้ว ;p

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องเลข 9 ขึ้นมาแล้ว วันก่อนได้เข้าไปอ่านผู้จัดการออนไลน์ แล้วพอดีเห็นคอลัมน์นี้ ซึ่งเกี่ยวกับเลข 9 แบบอ้อมๆ แต่ทรายคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ถือว่าเป็นความรู้รอบตัวค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสาวๆ ที่สนใจและรักการแต่งตัวและแฟชั่นค่ะ

350px_Elizabeth_I__28Armada_Portrait_291. ควีนอลิซาเบธที่ 1 เป็นผู้นำแฟชั่น
ไม่ว่ายุคไหน สมัยไหนแฟชั่นหรือการแต่งตัวก็มีอยู่ในยุคในสังคมนั้นๆ นะคะ คุณทราบหรือไม่คะว่าเมื่อ 400 กว่าปีก่อนนั้นก็มีผู้นำแฟชั่นเหมือนกันนะคะ และคงจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ พระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ตอนนั้นพระองค์ถึงกับออกกฎหมายบังคับให้สาวชาวอังกฤษที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป ต้องสวมหมวกทุกวันอาทิตย์ และตั้งแต่นั้นมาการสวมหมวกก็เลยเป็นธรรมเนียมไปเลยทีเดียว ถึงแม้ว่ากฎหมายจะถูกยกเลิกไปก็ตาม สำหรับโอกาสที่สาวๆ จะสวมหมวกนั้นก็เช่น งานแข่งโปโล ปาร์ตี้ในสวน หรืองานแต่งงาน นั่นเองค่ะ อย่างนี้แล้วจะไม่ให้เรียกพระองค์ว่าทรงเป็นผู้นำแฟชั่นได้อย่างไรจริงไหมคะ

2. นิวยอร์ก ต้นกำเนิดของ “จีสตริง” 26_20090817113239_
ถึงแม้ผ้าเตี่ยวจะมีจุดกำเนิดในยุคกลางจนถึงยุคเก่าแก่ของอียิปต์ แต่คุณทราบหรือไม่คะว่าผ้าเตี่ยวสมัยใหม่ หรือจะเรียกว่า จีสตริง นั้นกำเนิดในมหานครนิวยอร์ก เมื่อปี 1939 ค่ะ

ส่วนจุดกำเนิดนั้นเริ่มจากงานเวิรลด์แฟร์ ซึ่งระหว่างนั้นได้มีการแสดงระบำเปลื้องผ้า จนเหลือจีสตริงเพียงตัวเดียว และนั่นก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของจีสตริงตัวจิ๋ว ที่สาวอเมริกันนิยมชมชอบกันค่ะ ส่วนผู้ที่ทำให้จีสตริงกลายเป็นที่รู้จักและโด่งดังก็คงหนีไม่พ้น โมนิก้า ลูวินสกี้ สาวฝึกงานในทำเนียบข่าวที่ออกมาเผยว่า ยอมอวดบั้นท้ายของตนเองที่มีจีสตริงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากประธานาธิบดีบิล คลินตันนั่นเองค่ะ

3. นักสะสมรองเท้าคนไหนหรือจะสู้ อีเมลด้า มาร์กอส ได้marcos
อีเมลด้า มาร์กิส อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของฟิลิปปินส์ ผู้ชื่นชอบแฟชั่นและสะสมงานศิลปะต่างๆ ไว้มากมาย ในวันที่เธอและสามีต้องออกจากคฤหาสน์เมื่อ 20 ปีก่อน คุณทราบหรือไม่คะว่า อีเมลด้าต้องโบกมือลารองเท้าของเธอที่สะสมมากกว่า 2,700 คู่ ซึ่งมีทั้งรองเท้าส้นสูง รองเท้ารัดส้น และรองเท้าผ้าใบ ก็นับว่าจะเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยนะคะ แต่อย่างที่เราได้ยินนั่นหล่ะค่ะ ผู้หญิงแทบจะทุกคนมักชอบที่จะเปลี่ยนและซื้อรองเท้าคู่ใหม่เป็นว่าเล่น

4. ชุดประดับเพชรไรน์สโตน ของ มาริลีน มอนโรว์552000011629504
สินค้าที่ถูกประมูลไปในราคาสูงที่สุดของคริสตี้ อ็อกชั่น ด้วยราคา 1.29 ล้านเหรียญนั่นก็คือ ชุดประดับเพชรไรน์สโตนกว่า 6,000 เม็ดของมาริลีน มอนโรว์ ที่สวมในงานฉลองวันเกิดของ จอห์น เอฟ เคเนดี้ ที่เมดิสัน สแควร์เมื่อปี 1962 และ 1999 ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีสินค้าตัวใดทำลายสถิตินี้ได้เลยค่ะ


5. รองเท้าของโดโรธี ได้คืนหลังจากโดนขโมยไป 4 ปี
552000011629505
รองเท้าส้นเตี้ยประดับทับทิมมูลค่ากว่า 1 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นรองเท้าที่สาวน้อยโดโรธี ที่นำแสดงโดย จูดี้ การ์แลนด์ สวมใส่ในเรื่อง The wizard of Oz ข้างหนึ่งถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์มินเนสโซต้า และได้คืนเมื่อเร็วๆ นี้ เห็นรองเท้าแล้วคงไม่แปลกใจว่า ทำไมโจรถึงกลับใจและไม่กล้าใส่เดินเล่น !?!


6. พระนางมาเรีย อังตัวเนตต์ ไม่เคยโป๊เวลาอาบน้ำ
RW2116x0
พระนางมาเรีย อังตัวเนตต์ พระราชินีผู้เลอโฉมของฝรั่งเศสมีความเป็นส่วนตัวสูง แม้กระทั่งเวลาอาบน้ำ พระนางยังสวมเสื้อผ้าสักหลาดอ่อนปิดถึงพระศอ


7. ชุดเจ้าสาวที่ยาวที่สุดในโลก
18317_552000009710101
คู่รักแดนมังกรทุบสถิติใหม่ในกินเนสต์บุ๊ก ด้วยชุดเจ้าสาวที่ยาวที่สุดในโลก ชุดนี้ทำด้วยผ้าไหมทั้งชุด มีความยาวถึง 2,162 เมตร ประดับด้วยกลีบกุหลาบกว่า 9,999 กลีบ โดยในงานใช้แขกกว่า 200 คน ช่วยคลี่ชุดแต่งงาน ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง กว่าจะคลี่ออกได้หมด และช่วยกันยกชุดแต่งงานชุดนี้ ส่วนมูลค่าไม่ต้องพูดถึงเพราะสูงถึง 40,000 หยวน หรือเกือบ 200,000 บาท

devonaoki-tiffany8. แฟชั่นวีกมาราธอน
งานนิวยอร์ก แฟชั่น วีก ประจำฤดูสปริง/ซัมเมอร์ ตลอดสัปดาห์จะมีการจัดแสดงกว่า 75 โชว์ เริ่มต้นตั้งแต่ 9 โมงเช้าไปจนถึง 3 ทุ่ม ซึ่งตามตารางจัดแสดงบางชั่วโมงก็มีโชว์พร้อมกันถึง 2 โชว์ หากคำนวณว่าแฟชั่นโชว์แต่ละแบรนด์จัดเฉลี่ย 15 นาทีต่อโชว์ นั่นหมายความว่า ตลอดทั้งงาน นางแบบต้องเดินนานถึง 19 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว


9. แคตวอล์กเมืองไทย…เซเลบริตี้เดินแบบบ่อยที่สุดในโล

วกกลับมาสู่วงการแฟชั่นเมืองไทยหน่อย ตลอด 2 ปี มานี้ นางแบบอาชีพงานหด เรียกง่ายๆ ว่าเกือบตกงาน เพราะไม่ว่าเวทีไหน จะมีแต่นางแบบกิตติมศักดิ์ หรือดาราดัง ที่ถูกจ้างมาเพื่อเรียกสื่อและแฟนคลับให้มาร่วมงานมากๆ เข้าไว้ กระแสการนำไฮโซหรือดาราดัง เริ่มขึ้นเมื่อ 5-6 ปี ที่แล้ว โดยเวทีแฟชั่นวีกอันดับหนึ่งของไทย ได้เชิญให้ดารากิตติมศักดิ์มาเดินฟีนาเล่ จนได้รับเสียงปรบมือและความชอบใจของผู้ร่วมงานอย่างกึกก้อง จากนั้นไม่ว่าเวทีไหน ก็จะดึงดูดทั้งนักข่าวและผู้เข้าร่วมงานด้วยการเดินแบบของไฮโซสาว ดารา หรือแม้แต่ผู้ประกาศข่าว แบบนี้คงต้องยกให้แคตวอล์กเมืองไทย เป็นแคตวอล์กที่เซเลบริตี้เดินแบบบ่อยที่สุดในโลก !!!

0
Like

สูตรดับกลิ่นเท้า

feet สำหรับวันนี้เรามาต่อกันด้วยเคล้ดลับการดับกลิ่นเท้ากันบ้างนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าฝนอย่างนี้ ก็อาจเป็นตัวการทำให้เ้ท้าเราอับชื้นและส่งกลิ่นออกมาได้ เรามาดูสูตรที่น่าสนใจกันบ้างดีกว่าค่ะ

การป้องกันโรคนี้คือ

ต้องให้เท้าแห้งอยู่เสมอ อาจใช้แป้งฝุ่นฆ่าเชื้อโรยบ้าง ยารักษาสิวที่ใช้กันบ่อยคือ เบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ ก็นำมาใช้รักษาโรคเท้าเหม็นได้ผลดี นอกจากนั้น ยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อราชนิดทาก็รักษาโรคเท้าเหม็นได้

นอกจากนี้ โบท็อกซ์ ซึ่งใช้แพร่หลายในการลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ยังนำมาใช้ในกรณีนี้ด้วย โดยฉีดโบท็อกซ์เข้าไปที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า เพื่อลดเหงื่อที่ออกมากๆ แต่ค่าใช้จ่ายสูงมากคือครั้งละ 10,000-20,000 บาท ได้ผลประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี แต่การฉีดยาที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า จะเจ็บมาก วิธีนี้จึงยังไม่เป็นที่นิยม

อีกวิธีที่นำมาใช้รักษาเหงื่อออกมาก คือการใช้เครื่องมือไอออนโตที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันว่าทำให้หน้าขาวใส และลบรอยแผลเป็นจากสิว การใช้ไอออนโตเพื่อลดเหงื่อออก ทำกันมานับ 70 ปีแล้ว โดยทำบริเวณที่มีเหงื่อออกมาก ครั้งละ 20-30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จนเหงื่อลดลงเป็นปกติ วิธีนี้ไม่เจ็บและค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก

นอกจากนี้ โรคบางอย่าง เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ ก็อาจทำให้เหงื่อออกมากได้ ดังนั้นควรตรวจสุขภาพร่างกายบ้าง

สำหรับบางคนไม่ถึงกับเป็นโรคเท้าเหม็น แต่กลิ่นเท้าก็ตลบอบอวลมิใช่น้อย นอกจากการดูแลสุขภาพเท้าข้างต้นแล้ว ยังมีสูตรเฉพาะตัวที่เล่าต่อๆ กันมา ลองทำดูก็คงไม่เสียหาย

1. สูตรแรก
เป็นสูตรเดียวกับสูตรดับกลิ่นรักแร้ คือใช้สารส้มผสมน้ำ ล้างเท้าทุกวัน

2. สูตรแช่เท้ามีหลายสูตร ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

-น้ำอุ่นผสมน้ำส้มสายชูกับด่างทับทิม

-น้ำอุ่นผสมส้มฝานบางๆ อาจใช้มะนาวกับองุ่นด้วย

-น้ำอุ่นผสมกระเทียมทุบ 2-3 กลีบ

-น้ำชาจีนอุ่นๆ ต้มแก่ๆ

3. และสุดท้าย
น้ำ มะนาวคั้นสด 4 ช้อนโต๊ะ น้ำสะอาด 4 ช้อนโต๊ะ Vodka 5 ช้อนโต๊ะ Lemon essential oil 2 หยด และ Tea tree oil 5 หยด ผสมลงในขวดที่มีหัวฉีด เขย่าเบาๆ ให้เข้ากัน ใช้ฉีดเท้าหลังทำความสะอาดแล้ว โดยเขย่าขวดก่อนใช้ทุกครั้ง

อ่านจบแล้วก็อย่านำไปทดลองใช้กันดูนะคะ เพราะต่อให้รองเท้าสวย หรือมีราคาแพงแค่ไหน หากเท้าคุณมีกลิ่น ราคาและความสวยของรองเท้าคงหายอย่างแน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก นสพ.เดลินิวส์

0
Like

อย่าปล่อยให้เท้าปล่อยกลิ่นประท้วง

หลังจากที่อ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องรองเท้ากันไปแล้ว วันนี้นำบทความที่มีความเกี่ยวข้องกับรองเท้า ไม่ไกลนักมาฝากค่ะ

นอกจากเราจะต้องให้ความใส่ใจกับเรื่องรองเท้าแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กันนั้นก็คือ กลิ่นจากรองเท้าค่ะ ซึ่งบทความดีๆ นี้ได้มาจากคุณเอมอร คชเสนี ที่ได้นำคำแนะนำจาก นพ.ประวิตร พิศาลบุตร มาเขียนไว้ค่ะ ต้องขอขอบคุณ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

73046539

สวมรองเท้าที่มีขนาดพอเหมาะ :
งาน วิจัยทางการแพทย์ชี้ว่า เด็กจำนวนมากใส่รองเท้าที่เล็กเกินไป ราวครึ่งหนึ่งของเด็กหญิงวัยเรียนจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับเท้า เมื่ออายุได้เพียง 10 ปี ความผิดปกติของเท้าหลายอย่าง เช่น เล็บขบ เล็บผิดรูปร่าง ตาปลา หรือกระดูกคด ล้วนเกิดจากการใส่รองเท้าที่มีขนาดไม่เหมาะสม

นอก จากนี้ควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และมีรองเท้าหลายๆ คู่ ใส่สลับกันบ้าง คู่ใดไม่ได้ใส่ก็ผึ่งให้แห้ง นอกจากนี้ควรเลือกถุงเท้า รองเท้า ที่ระบายอากาศได้ดี เช่น รองเท้าหนังหรือรองเท้ากีฬาที่มีรูระบายอากาศ หรือรองเท้าเปิดหัว เปิดส้น

ล้างเท้าทุกวัน:
ยกเว้นกรณีที่ผิวหนังเท้าแห้งและแตกอยู่แล้ว หลังจากล้างเท้าไม่ควรสวมถุงเท้ารองเท้าทันที ควรรอให้เท้าแห้งสนิทก่อน อาจใช้ผ้าขนหนูซับหรือใช้พัดลมเป่าให้แห้งเร็วขึ้น เพราะเท้าที่เปียกชื้นจะติดเชื้อราที่เรียกว่า ฮ่องกงฟุต ได้ง่าย

เท้า เป็นอวัยวะที่มีต่อมเหงื่อมากมาย ทำให้เหงื่อออกมาก ถ้าไม่หมั่นทำความสะอาด เท้าและรองเท้าก็จะส่งกลิ่นเหม็นได้ง่ายๆ ขณะเดียวกัน ผิวหนังเท้ามีต่อมไขมันน้อย ฝ่าเท้าจึงแห้งและแตกง่าย ในกรณีนี้ต้องใช้ครีมหรือโลชั่นทาเพื่อให้ความชุ่มชื้น

ระวังส้นเท้าแตก :
ควรดูแลเท้าเป็นพิเศษระหว่างการอาบน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เมื่อผิวหนังถูกน้ำจนนุ่มแล้ว ให้ใช้หินขัดขี้ไคลค่อยๆ ถูส่วนที่มีหนังหนาตัวขึ้นกว่าปกติ จากนั้นจึงทาครีมให้ความชุ่มชื้น นวดบริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้า จนครีมซึมซาบเข้าไป วิธีนี้จะช่วยป้องกันส้นเท้าแตกได้

ใช้แป้งโรย:
หากเหงื่อออกที่เท้ามาก ใช้แป้งฝุ่นโรยก็ช่วยได้ เลือกใช้แป้งทั่วไปหรือแป้งเฉพาะสำหรับเท้าที่เรียกว่า foot powder ก็ได้ แป้งชนิดนี้มีลักษณะคล้ายแป้งฝุ่นทาตัว แต่เนื้อแป้งอาจหนากว่าและดูดซึมน้ำได้ดีกว่า การโรยแป้งทำให้ผิวที่เท้าแห้ง ไม่เปียกชื้น ลดการระคายเคือง ช่วยให้รู้สึกเย็นสบาย

ป้องกันเล็บขบ:
เล็บขบพบได้บ่อยในคนที่สวมรองเท้าคับเกินไปและตัดเล็บผิดวิธี เล็บมือนั้นตัดเป็นรูปโค้งมนตามนิ้วมือได้ แต่เล็บเท้าควรตัดเป็นเส้นตรง เพราะหากตัดโค้งมนตามนิ้วเท้า เมื่อเล็บงอกขึ้นมาใหม่ อาจงอกแทงผิวหนังข้างๆ เล็บ ทำให้เกิดการอักเสบบวมแดงได้

ผู้ที่มีโรคของระบบประสาททำให้เท้าชา เช่น โรคเบาหวาน ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังดูแลรักษาเท้าให้มากขึ้น เพราะอาจเกิดแผลเรื้อรังที่เท้าได้ ปัจจุบันพบว่า คนไทยหลายคนเป็นโรคเท้าเหม็น (pitted keratolysis) โดยเฉพาะคนที่ชอบเดินเท้าเปล่าย่ำน้ำ เมื่อเท้าเปียกชื้นจากเหงื่อหรือน้ำที่เจิ่งนอง จะทำให้ผิวหนังยุ่ยและติดเชื้อแบคทีเรีย ลักษณะของโรคเท้าเหม็น จะเห็นเป็นหลุมเล็กๆ ที่ฝ่าเท้า บางครั้งหลุมอาจรวมตัวกันเป็นแอ่งเว้าตื้นๆ มักพบตามฝ่าเท้าที่รับน้ำหนัก และที่ง่ามนิ้วเท้า

โรคเท้าเหม็นมักพบในประเทศเขตร้อน พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้ชายและผู้หญิง แต่พบได้บ่อยกว่าในผู้ชาย เพราะมีเหงื่อออกที่ฝ่าเท้ามากกว่า และผู้ชายมักสวมถุงเท้ารองเท้าอยู่ตลอดเวลา อาการสำคัญที่พบบ่อยที่สุด ถึงร้อยละ 90 คือเท้ามีกลิ่นเหม็นมาก อาการรองลงมาที่พบร้อยละ 70 คือเวลาถอดถุงเท้าจะรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า ส่วนอาการคันนั้นพบได้น้อย คือร้อยละ 8

สำหรับวันนี้เอามาฝากเพียงเท่านี้กันก่อนนะคะ สำหรับใครที่มีกลิ่นเท้าพรุ่งนี้ทรายจะเอาเคล็ดลับดับกลิ่นเท้ามาฝากค่ะ ยังไงติดตามในวันพรุ่งนี้กันนะคะ ^ ^

ขอบคุณข้อมูลจาก นสพ.เดลินิวส์

0
Like

การเลือกรองเท้าส้นสูงให้เหมาะตัวเอง

สาวๆ หลายคนคงจะเคยพบกับปัญหา จะเลือกรองเท้าส้นสูงอย่างไรดี ที่จะทำให้เราดูดี และสวมใส่สบาย ไม่อึดอัด ซึ่งวันนี้เราก็มีวิธีการเลือกรองเท้าส้นสูงอย่างง่ายๆ มาฝากกัน

grooming4

รูปเท้า :

สิ่งแรกที่สาวๆ ควรพิจารณา เพราะถ้าเลือกแบบที่ไม่เข้ากับรูปเท้าแล้ว เราจะใส่รองเท้า คู่นั้นสวยได้อย่างไร

คนที่มีเท้าเรียว อวบ นูนได้รูป เวลาที่จะเลือกซื้อรองเท้าจะค่อนข้างได้เปรียบ เพราะเป็นรูปเท้าที่ได้สัดส่วนสามารถเลือกรองเท้าใส่ง่ายและใส่แบบไหนก็ดูสวยหมด

ตรงข้ามกับคนที่มีเท้าลักษณะแบนราบ ควรเลือกรองเท้าที่มีลวดลายบริเวณด้านหน้าค่อนข้างกว้าง เพื่อช่วยบดบังส่วนที่เป็นจุดอ่อนของคุณ ส่วนรองเท้าแบบเปลือยไม่ค่อยเหมาะกับคนที่มีเท้าลักษณะแบนราบสักเท่าไร เพราะเวลาที่ใส่แล้ว รองเท้าจะดูหลวมๆ ไม่เต็ม สำหรับคนที่มีปลายเท้าบาน แนะนำว่าอย่าใส่รองเท้าที่มีปลายหัวแคบหรือแหลม เพราะมันจะบีบปลายเท้า ทำให้คุณเดินไม่สะดวก ถ้าจะให้ดีเลือกรองเท้าที่มีหัวกว้างหรือเหลี่ยมจะเข้าท่ากว่า

สีผิว :

หลายคนมักจะสวมรองเท้าส้นสูงคู่กับถุงน่อง เพราะฉะนั้นเวลาที่เลือกซื้อรองเท้าควรสวมถุงน่องมาด้วย เพราะเมื่อถึงเวลาใช้งานจริง รองเท้าจะได้กลมกลืนกับสีถุงน่อง

ถ้าคุณเป็นผิวสีค่อนข้างคล้ำ อย่ากังวลว่าจะหารองเท้าที่เข้ากับสีผิวได้ยาก และอย่าเข้าใจผิดว่า สีสดใสอย่าง สีแดง สีส้ม สีเงิน และสีทองจะตัดกับผิวคุณจนเกินไป จริง ๆ แล้วสีที่ว่ามานี้จะเหมาะกับคุณมากกว่าโทนสีอ่อนเสียอีก

สำหรับคุณที่มีผิวขาว จะเหมาะกับรองเท้าที่มีสีโทนอ่อนนุ่มนวล เช่น ฟ้า ชมพู ม่วง หรือสีครีม เพราะสีอ่อน จะช่วยขับสีผิวที่เท้าและเรียวขาของคุณให้ดูนวลเนียน แต่ใครที่ชอบทาเล็บเท้า ทั้งสีเล็บเท้าและรองเท้าควรใกล้เคียงกันหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใส่รองเท้าแบบเปลือย เช่น หากทาเล็บเป็นสีชมพู สีรองเท้าก็ควรเป็นสีชมพูด้วย จะได้ดูกลมกลืนกันหน่อย

วัสดุ :

รองเท้าที่เราเลือกซื้อจะใส่สบายและทนทานขนาดไหน วัสดุที่เลือกใช้ก็สำคัญ พื้นด้านในควรทำจากยาง หรือโพลียูริเทน ซึ่งมีคุณสมบัติในการยืดหยุ่น และให้ความนุ่มมากกว่ารองเท้าที่ทำจากหนัง เพื่อที่จะสะดวกในการรองรับน้ำหนัก ซับในที่ใช้บุรองเท้าควรทำจากวัสดุสังเคราะห์ที่มีคุณภาพสูง เพราะจะช่วยในเรื่องของการระบาย ไม่ทำให้รองเท้าอับชื้น และเกิดกลิ่นเหม็นอับได้

ถ้าเป็นรองเท้าหนัง ก็ควรเป็นหนังชนิดที่มีความนุ่ม หรือถ้ารองเท้าก็ควรทำจากผ้าซาติน และใยผ้าที่มีส่วนผสมของไลครา เพราะสามารถยืดหยุ่นตามสภาพการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ง่าย สายรองเท้า ก่อนซื้อควรสำรวจให้ดีว่า ขอบของสายรองเท้าจะต้องไม่คม ไม่บาดหรือเสียดสีเท้าของคุณ โดยเฉพาะช่วงที่ เป็นบริเวณของนิ้วเท้า

ถ้ารองเท้ามีขนาดสูงมาก ๆ เกินสองนิ้ว ควรจะมีสายรัดที่ข้อเท้าด้วย เพราะจะช่วยให้พยุงให้รองเท้ากระชับขึ้น ช่วยให้เดินสะดวกขึ้นด้วย ขนาดความยาวของสายรองเท้าไม่ควรสั้นจนเกินไป คือสามารถรัดรอบข้อเท้าของคุณได้พอดี นอกจากนี้ต้อง ไม่บางหรือเล็กจนเกินไปด้วย เพราะเส้นยิ่งเล็กก็จะไปกดผิวเนื้อ ทำให้เกิดอาการแสบและเป็นรอยด้านได้ในเวลาต่อมา โอกาสที่จะใช้ สไตล์ของรองเท้าคือสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้ามเพราะมันจะบอกถึงรสนิยมความเป็นตัวคุณ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูโอกาสที่เราจะนำไปใส่ได้ด้วย

ถ้าเป็นรองเท้าที่ใส่ไปทำงาน สมัครงาน หรือติดต่อราชการ ควรเป็นรองเท้าที่ปิดหุ้มส้น เพราะแลดูสุภาพเรียบร้อย มากกว่ารองเท้าที่โชว์เท้าเปลือย แต่ถ้าเป็นวันสบายๆ เช่น ไปเที่ยวพักผ่อนหรือเดินช็อปปิ้ง อาจจะเลือกรองเท้าแบบส้นแบนติดพื้น หรือส้นสูง พอประมาณ หรือแบบเปลือยเก๋ ๆ ก็ได้ เพราะจะช่วยให้เดินสบายได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกเมื่อยเท้า

ครั้งหน้าเลือกซื้อรองเท้ารับรองว่าจะได้รองเท้าที่ราคาไม่แพง แต่ถูกใจแน่นอน แต่จะเลือกอย่างไรนั้นอย่าลืมเรื่องของกาลเทศะด้วยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก นสพ.เดลินิวส์

 

You need to log in to vote

The blog owner requires users to be logged in to be able to vote for this post.

Alternatively, if you do not have an account yet you can create one here.

Powered by Vote It Up