
บางสิ่ง บางอย่าง บางคน
มีอิทธิพลต่อบางสิ่ง บางอย่าง บางคนอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่
ใครบางคนผ่านเข้ามา อาจทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป
เป็นราชสีห์มาตลอดชีวิต อาจจะกลายเป็นลูกหมาตัวเล็กๆ
ไปในทันที เมื่อสบตาใครบางคนเข้า
ชั่วชีวิตหนึ่งของคนเรา คงได้ผ่านพบผู้คนมากมาย
ได้พูดคุยกับใครยางคนทุกวัน โดยที่เราไม่รู้จักแม้แต่น้อย
ยิ้มให้กันทุกครั้งที่เดินสวนทาง แต่เราไม่เคยเห็นกันในดวงตา
บางคนเดินมาพร้อมเรา แต่เมื่อเขาหยุด
เราก็จำต้องเดินล่วงหน้าไป
หรือวันใดเราสะดุดหยุดไป ก็ไม่น่าแปลกใจ
หากจะมีใครต่อใครต่อใครเดินแซงหน้าเราขึ้นไปบ้าง
ในท่ามกลางผู้คนสับสนบนโลกเรานี้
มันจึงดีแค่ไหน มหัศจรรย์แค่ไหน
หากมีใครคนหนึ่งเดินฝ่าผู้คนเหล่านั้น
มาหยุดอยู่ตรงหน้าเพื่อให้คุณรักเขาได้
การรักในสิ่งที่ควรรักเป็นธรรมชาติ
แต่เมื่อใดที่เราต้องเผื่อใจ ต้องเปิดกว้าง
เพื่อรักในสิ่งที่เราไม่รัก เพราะสิ่งนั้นมันอยู่ในตัวใครคนนั้น
ณ ช่วงเวลานาทีนั้น คือช่วงเวลานาทีอันยิ่งใหญ่
เป็นความมหัศจรรย์ของชีวิต
ที่เราต้องให้เกียรติน้อมคำนับรับมันไว้
ขอบคุณใครบางคนที่ผ่านเข้ามา เพื่อทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป
ใครคนที่ทำให้เราก้าวออกจากตัวตนของตนไปไกล
ทำให้เรา “ได้เป็น” เกินกว่าที่เราเคยเป็นได้
i hate you : ปราย พันแสง

เราจะถนอมเฉพาะสิ่งที่เรารัก
เราจะรักเฉพาะสิ่งที่เราเข้าใจ
เราจะเข้าใจ
เฉพาะสิ่งที่เราต้องการจะเข้าใจ
ใช่ไหม
ความรักสำคัญแค่ไหน ความเข้าใจสำคัญยิ่งกว่า
คนรามักมีมีความอดทนทำความเข้าใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ดี
เมื่อเรามีใจรักต่อสิ่งนั้น
เมื่อเราเห็นคนรักกัน พยายามทำความเข้าใจกัน
เพื่อจะได้ยอมรับซึ่งกันและกันได้เต็มหัวใจ
มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่แปลกอะไร
คนเอาแต่ใจมักคิดว่า เธอไม่ต้องเข้าใจฉันก็ได้
ขอให้รักและตามใจฉันก็พอ
“ด้วยรักและไม่เข้าใจ” มีจริง
แต่จะมั่นคงยืนยาวหรือไม่
ขึ้นอยู่กับเธอรักจริงหรือเปล่า
เธอใจกว้างแค่ไหน เธออดทนได้สักเท่าไหร่
แน่นอน.. คนเอาแต่ใจมักทำให้เราปวดหัว ปวดใจ
แต่รู้อะไรไหม.. คนที่ชอบทำให้เราปวดหัว (ใจ) นี่แหละ
อาจ สอน ให้รู้ว่า
มนุษย์เรายังสามารถ “ยอมรับ”
สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ได้อีกมากมาย
มันเหลือเชื่อแค่ไหน มหัศจรรย์แค่ไหน
ที่คนเราสามารถยอมรับได้
ทั้งที่เราอาจจะ “ไม่เข้าใจ” มันเลยแม้แต่น้อย
i hate you : ปราย พันแสง
วันนี้มีนิทานมาเล่าให้ฟังเรื่องนึง เป็นนิทานที่อ่านเจอมาจากหนังสือเรื่อง “คิดถึง ระลึกถึง นึกถึง” ของ ปราย พันแสง อ่านแล้วรู้สึกชอบมาก ปนขำเล็กน้อย

A: รถคันหนึ่ง บรรทุกผู้โดยสารไป 3 คน มีซานตาคลอส มีผู้ชายดีๆ แล้วก็มีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง และปรากฏว่ารถคันนั้นประสบอุบัติเหตุ ทำให้ผู้โดยสารตายไปสองคน ลองทายซิว่าคนที่รอดตายเป็นใคร?
B: ซานตาคลอสหรือไง ก็..โอกาสที่ผู้หญิงคนหนึ่ง จะมีชีวิตรอดอยู่บนโลกนี้กับผู้ชายดีๆ สักคน มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เกินไปหน่อยไหม
A: แต่เขาบอกว่าคำตอบของเธอนั้น “ผิด” เขาเฉลยว่า “ความจริงแล้วเป็นผู้หญิงต่างหากที่รอดตาย”
“ที่ผู้หญิงรอดตาย เนื่องจากผู้หญิงเป็นผู้โดยสารคนเดียวที่เดินทางไปกับรถคันนั้น เพราะซานตาคลอสกับผู้ชายดีๆ ไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่แรกแล้ว”
เป็นยังไงคะ กับคำถามเชาว์ปัญญา ต้องแอบอมยิ้มกับคำตอบที่เฉลยได้อย่างเจ็บๆ คันๆ จริงๆ
ช่วงหลังๆ มานี้มีเพื่อนๆ ที่เพิ่งเ่ล่น Twitter หลายคนมักจะมาถามหลังไมค์ว่าเล่นยังไง แล้วพวก RT, MT คืออะไร แล้วจะเล่นอะไร ยังไง ก็ยินดีที่จะสอน ที่จะบอก แต่ทำไปทำมาทำไมมันชักเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ก็เหนื่อยที่จะตอบคำถามเดิมๆ เหมือนกัน
นอกจากเพื่อนใน Twitter แล้ว ก็ัยังมีเพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยเล่นเลย ไม่เคยสมัครมาก่อนมาถามใน MSN เหมือนกันว่าอะไร ยังไง เจ้านาย (@trawut) เองก็เป็นเหมือนกัน โดนคนถามหลายคน เลยคิดว่าทำ Twitter เป็น eBook ให้โหลดฟรีไปอ่าน ไปทำตามเลยดีกว่า ทีหลังพอมีคนมาถามก็จะได้ไม่ต้องตอบอะไรมาก บอกเอานี่ไปอ่านอย่างเีดียวพอ 555 (แอบขี้เกียจ)
วันนี้ก็มีเพื่อนมาถามอีกคน เลยบอกไปดาวน์โหลดมาอ่านซะ จะได้ทำเอง เรียนรู้เองไปในตัวด้วย เราก็สบายด้วย หลังจากที่ทำเสร็จปล่อยออกมาให้คนดาวน์โหลด นี่รู้สึกว่าดีมากๆ ช่วยผ่อนแรงที่จะต้องอธิบายไปได้เยอะจริงๆ นอกจาก eBook เล่ม “Twitter 101 มาเล่นทวิตเตอร์กันเถอะ” แ้ล้ว ก็ัยังมี นิตยสารออนไลน์ที่ดาวน์โหลดฟรีอีกเล่ม เป็นของเดือนสิงหาคมที่ใช้ธีมเกี่ยวกับ Twitter ล้วน อีกเล่มนึงที่สามารถดาวน์โหลดไปอ่านได้ฟรีๆ เลยเอาทั้ง 2 เล่มมารวมไว้ที่ Note นี้เผื่อใครอยากลองเล่น หรืออยากรู้อะไรเพิ่มเติมจะได้ดาวน์โหลดไปอ่านกัน ส่วนใครที่อยากแนะนำอะไรเพิ่มเติมก็สามารถแนะนำได้้นะ ^ ^
Twitter 101 มาเล่นทวิตเตอร์กันเถอะ Twitter : iBusiness Magazine

วันนี้อยู่ๆ ก็รู้สึกอยากอ่านนิยายขึ้นมา หลังจากที่ห่างหายการอ่านนิยายไปได้พักใหญ่ๆ ด้วยความที่เดี๋ยวนี้ติดอินเทอร์เน็ท ติดอยู่กับโลกออนไลน์มากขึ้น ก็เลยไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไหร่ พอจะอ่านหนังสือสักเล่ม ก็ต้องเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับงาน หรือมีสาระหน่อย วันนี้ก็เลยรู้สึกว่าอยากอ่านอะไรที่ตัวเองชอบ เป็นตัวเอง แล้วก็ขอแบบไม่มีสาระ ไม่เอาประเทืองปัญญา แต่ขอประเทืองอารมณ์ ความรู้สึกแทน ก็เลยไปเดินร้านหนังสือ แล้วก็ได้นิยายเรื่อง “ปราการแสงดาว” ของอาพัชรินทร์ มา
ไปเดินร้านหนังสือแล้วสังเกตุว่าปัจจุบันมีนิยายใหม่ๆ นักเขียนหน้าใหม่ๆ ออกมาเยอะมากๆ แต่กว่าจะตัดสินใจซื้อได้สักเล่มนี่ต้องดูแล้วดูอีกนะ เพราะโดยส่วนตัวคิดว่านักเขียนนิยายหน้าใหม่ๆ เนี่ยไม่เหมือนนักเขียนหน้าเก่าๆ เลย พูดง่ายๆ ก็คือคุณภาพของเนื้อหานิยายนั้นสู้นักเขียนรุ่นเก่าๆ ไม่ค่อยได้จริงๆ ไม่ว่าจะด้วยสำนวน การผูกเรื่อง และที่สำคัญคือแก่น และสาระในเนื้อหาที่บางครั้งอ่านแล้วแทบจะไม่มีสาระอะไรเลยจริงๆ เมื่อเทียบกับนักเขียนรุ่นเก่าๆ นะคะ อันนี้ก็เป็นแค่ควาิมคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น ;p
แต่เรื่องปราการแสงดาวที่ซื้อมานี้ อ่านแล้วรู้สึกว่าไม่เสียดาย ไม่เสียใจที่ซื้อมานะ เพราะชอบด้วยเนื้อเรื่อง เนื้อหา และก็ประโยคหลายๆ ประโยคที่ให้ความหมายดีมาก บางประโยคเขียนออกมาค่อนข้างตรง ได้ใจความ และเป็นความจริง ความรู้สึกจริงที่บางครั้ง บางทีเราเองก็อาจจะลืมนึกไปเหมือนกัน
ส่วนประโยคที่ชอบก็จะขอยกมาให้อ่านกันดังนี้ค่ะ
“บางความรักสั้นเหมือนบทกวี สั้นแค่ไม่กี่บรรทัดก็จบ สั้นแค่ไม่กี่บรรทัดก็พอแล้ว ถ้ายิ่งยื้อจะยิ่งไม่งดงาม”
“Destiny decides who you meet in life but only your heart that can decide who gets to stay in your life”
“สิ่งที่ทำให้เราตายจากกัน ไม่ใช่การหยุดหายใจหรอก แต่คือหัวใจที่ไม่เหลือความผูกพันและความทรงจำใดระหว่างกันนั่นต่างหากที่ทำให้คนเราตายจากกัน”
“ถ้าฉันมีตุ๊กตาที่ฉันชอบมากแต่มันมีเจ้าของแล้ว ถึงแม้มันจะเป็นตุ๊กตาในฝัน..อย่างที่ฝันถึงมานาน และเจ้าของเองก็เล่นจนเบื่อ วางทิ้งๆ ขว้างๆ ให้ฝุ่นเกาะจนเกรอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะมีสิทธิ์จับต้องมัน ก็เจ้าของจะกลับมาเล่นอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู่ ถ้าฉันจับมันมาก็คงไม่ต่างจากหัวขโมยคนหนึ่ง”
“รักเขาก็ไม่ได้ เลิกรักเขาก็ไม่ได้ เกลียดไปเลยใ้ห้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยดีไหม”
“ปราการแสงดาว” เป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนนึงที่มีความรักให้กับผู้ชายคนหนึ่งที่เจ้าชู้ และที่สำคัญเขามีเจ้าของแล้ว และก็ด้วยทั้งๆ ที่รู้และมีคนเตือนหลายคนแล้ว แต่เจ้าตัวนางเองกลับไม่สามารถเลิกรักได้ เพราะอะไร? จนมาเจอกับพระเอกที่เป็นเจ้าของร้านขายต้นไม้ที่ค่อยๆ ซึมซับ ผูกพันกันมากขึ้น จากความห่วงใย ความหวังดี ความปรารถนาดี ค่อยๆ เปลี่ยนไป เท่านั้นเอง หากฟังแค่แก่นเรื่อง ก็คงคิดว่ามันก็แค่นั้นเองนะ ไม่เห็นมีอะไรเลย ซึ่งก็ยอมรับว่าไม่มีอะไรจริงๆ แต่สิ่งที่ชอบก็อย่างที่บอกไว้ก็คือ คนเขียนค่อนข้างจับเอาความรู้สึกจริงๆ เขียนออกมาบอกออกมา แล้วทำให้เข้าใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ง่าย เรื่องบางเรื่องก็ง่ายมากถ้าคิดได้นะ หากใครสนใจก็ลองไปหาซื้อมาอ่านกันได้นะคะ ^ ^
เมื่อกี้เพิ่งได้มีโอกาสอ่านหนังสือ The Luckiest Man in the World ของคุณบัณฑิต อึ้งรังษี อ่านจบแล้วชอบประโยคในหนังสือนี้อยู่หลายประโยคเหมือนกัน คุณบัณฑิต ทำให้ีรู้สึกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่เรา
การที่เราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับเรา ถึงแม้ในกฎ 30 ข้อในหนังสือนั้นจะบอกว่าคนรอบข้างมีอิทธิพลที่จะช่วยให้เราประสบความสำเ้ร็จก็เถอะ แ่ต่อย่าลืมว่าการที่คนรอบข้างจะช่วยหรือผลักดันเราได้นั้น มันก็ต้องขึ้นอยู่กับการกระทำของเราที่มีต่อคนเหล่านั้น แล้วก็การกระทำของเราที่จะแสดงให้เขาเห็น การกระทำเหล่านี้ก็อาจจะหมายความความขยัน ความเพียรพยายาม
ประโยคที่อ่านแล้วชอบมากในหนังสือเล่มนี้คือ As a man thinks, he is. เขาจะเป็นอย่างที่เขาคิด คนเราจะเป็นอย่างไร มันขึ้นอยู่ทีความคิด น่าจะสอดคล้องกับเรื่องของกฎแห่งแรงดึงดูดได้
อย่างโดยปรกติแล้ว ตัวเองเวลาที่จะทำอะไร มักจะคิดเสมอว่าเราทำได้ เราสามารถทำได้ ถึงเราไม่เก่ง แต่เราเชื่อตัวเราเองว่าเราทำได้ เราก็จะสามารถทำได้ ถึงแม้จะเจอปัญหา เราก็จะรู้สึกว่าเราต้องพยายามหาทางออกให้กับมันจนได้ั อันนี้ถืือว่าเป็นผลพลอยได้จากคุณแม่ คุณแม่จะสอนเสมอตั้งแต่เด็ก ให้คิดเสมอว่าเราทำได้ เราทำได้ แล้วจะทำมันจนได้เอง ^ ^
อีกประโยคนึงที่ชอบมากเหมือนกันก็คือ ความโชคดี คือ วิธีการอธิบายความสำเร็จของผู้อื่น (ที่เราไม่ชอบ) ฌอง คอคโต ก่อนที่จะอ่านเจอประโยคนี้ในหน้าเกือบท้่ายของเล่มแล้ว ตอนหน้าแรกๆ ของหนังสือได้กล่าวไว้แ้ล้วว่า คนเรามักจะมองว่าคนที่ประสบความสำเร็จได้นั้นเขาโชคดี ส่วนการที่เราไม่ประสบความสำเร็จนั้นเราไม่โชคดีเท่าเค้า หรือโชคไม่ดีนั่นเอง
แต่จริงๆ แล้วมองว่ามันเป็นเหมือนการปลอบใจตัวเองให้ไม่คิดอะไรมาก แล้วก็เลยกลายเป็นว่า ช่างมันเถอะ เราไม่โชคดีเหมือนเค้าแล้วก็ปล่อยผ่านเลยไป ไม่ได้พยายามอะไรต่อ เลยกลายเป็นความโชคดี โชคไม่ดี พออ่านแล้วก็ อืม ก็ถูกของเขาเหมือนกัน อ่านจบแล้วรู้สึกว่าชอบสองประโยคนี้มาก เลยเอามาแบ่งปันให้อ่านกันค่ะ จริงๆ แ้ล้วการอธิบายของคำเหล่านี้มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วย ว่ามองมันว่าอย่างไร เพราะคนแต่ละคนก็มีที่มาที่ไป มีประสบการณ์ที่ต่างกัน การตีความหมาย หรือการนำเอาไปประยุกต์ใช้ก็อาจจะต่างกัน แต่ยังไงก็ขอให้นำไปประยุกต์ในทางที่ดีก็พอแล้วหล่ะค่ะ ^ ^
ดาวชรา
หากมีใครคนหนึ่งรักคุณมาก
แต่คุณไม่ได้รักเขาเลย
คุณจะเคยนึกสักครั้งไหมว่า
เมื่อคุณแก่ชราไปแล้ว…คุณจะเสียดาย
หรือหวนหาความรักครั้งนี้บ้างหรือไม่
หววนหาความรักที่คุณเคยปฏิเสธไปเมื่อครั้งหนึ่ง?
W.B.Yeats ตั้งคำถามนี้และเขียนบทกวีบทนี้
ให้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่เขารักหมดใจ
ทว่าเธอไม่เคยรักเขาเลย
สิ่งที่เขาทำได้ก็คือ..รักเธอ..
เขียนบทกวีถึงเธอ และอุทิศหนังสือให้เธอ – เท่านั้น
กระนั้น..เขายังเชื่อมั่นในความรักบริสุทธิ์ครั้งนี้
เขามั่นใจว่ารักของเขาดีพอ..
วันนี้เธอมองไม่เห็นคุณค่าของมัน
แต่วันหนึ่งเธออาจจะต้องนึกเสียดายหวนหา
รู้ไหม..
ความรักมักจะมีที่พำนักเหมาะสมของมันเองเสมอ
เช่น – ยามที่มีใครคนหนึ่งรักคุณมาก
แต่คุณไม่ได้รักเขาเลยนั้น
ความผิดหวังจะขับเคลื่อน
ความรักลอยขึ้นไปเหนือภูเขาสูง
แล้วซ่อนหน้าตัวเองไว้ในท่ามกลางพราวดาวเหล่านั้น
ทุกค่ำคืนดาวกระจายเกลื่อนฟ้า
ความรักหนหนึ่งยังคงซ่อนหน้าอยู่อย่างนั้น
ซ่อนรอให้ใครสักคนเสียดายหวนหา
ได้หวนตระหนักถึงคุณค่ามัน
ยามใครคนนั้นแก่ชรา!!
ในความเป้นจริง..คนแบบ..ดาวชรา..มีอยู่น้อย..แสนน้อย..เหลือเกิน
คนรัก เคยรัก ยังรัก (ดาว)
ปราย พันแสง
เราเป็น..ได้มากกว่าที่..เราเป็น
บางสิ่ง บางอย่าง บางคน
มีอิทธิพลต่อบางสิ่ง บางอย่าง บางคนอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่
ใครบางคนผ่านเข้ามา อาจทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป
เป็นราชสีห์มาตลอดชีวิต อาจจะกลายเป็นลูกหมาตัวเล็กๆ
ไปในทันที เมื่อสบตาใครบางคนเข้า
ชั่วชีวิตหนึ่งของคนเรา คงได้ผ่านพบผู้คนมากมาย
ได้พูดคุยกับใครบางคนทุกวัน โดยที่เราไม่รู้จักแม้แต่น้อย
ยิ้มให้กันทุกครั้งที่เดินสวนทาง แต่เราไม่เคยเห็นกันในดวงตา
บางคนเดินมาพร้อมเรา แต่เมื่อเขาหยุด
เราก็จำต้องเดินล่วงหน้าไป
หรือวันใตเราเดินสะดุดหยุดไป ก็ไม่น่าแปลกใจ
หากจะมีใครต่อใคร เดินแซงหน้าเราขึ้นไปบ้าง
ในท่ามกลางผู้คนสับสนบนโลกเรานี้
มันจึงดีแค่ไหน มหัศจรรย์แค่ไหน
หากมีใครคนหนึ่งเดินฝ่าผู้คนเหล่านั้น
มาหยุดอยู่ตรงหน้า เพื่อให้คุณรักเขาได้
การรักในสิ่งที่ควรรักเป็นธรรมชาติ
แต่เมื่อใดที่เราต้องเผื่อใจ ต้องเปิดกว้าง
ต้องรักในสิ่งที่เราไม่รัก เพราะสิ่งนั้นมันอยู่ในตัวใครคนนั้น
ณ ช่วงเวลานาทีนั้น คือช่วงเวลานาทีอันยิ่งใหญ่
เป็นความมหัศจรรย์ของชีวิต
ที่เราต้องให้เกียรติน้อมคำนับรับมันไว้
ขอบคุณใครบางคนที่ผ่านเข้ามา เพื่อทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป
ใครคนที่ทำให้เราก้าวออกจากตัวตนของตนไปไกล
ทำให้เราได้เป็น เกินกว่าที่เราเคยเป็นได้!!!!
Form : ฉันเกลียดเธอ ฉันรักเธอ ชีวิต
ปราย พันแสง
รักเธอ กอดคนอื่น
มนุษย์เราอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลก
ที่หาเหตุผลมารองรับการกระทำของตนเองได้เก่งที่สุด
ไม่ใช่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดอย่างแน่นอน
เพราะบางอย่าง เรารู้ดีว่าทำมันแล้ว “รอดยาก”
แต่ก็ยังอยากทำ อยากได้มา
วอลเลช สตีเว่นส์มหากวีชาวอเมริกัน
เรียกมันว่า “การค้นหาที่พึ่งพาของหัวใจ”
ยังผลให้บางคนเล่นเสก็ต บางคนหวีผม บางคนเต้นรำ
สุขสำราญในการทำในสิ่งต่างๆ กันไป
แต่ในบางครั้งคราวชีวิตของคนเราก็ยุ่งยาก
ผู้หญิงคนที่ชอบเต้นรำอาจจะต้องลำบากลำบน
ไปหัดเล่นเสก็ตกับเขาบ้างก็ได้
หากว่ามันทำให้เธออยู่บนโลกนี้ได้อย่างเบิกบานสำราญใจกว่า
อาจไม่เลวร้ายอะไร หากเธอได้ค้นพบสิ้งใหม่
ว่านอกลานเต้นรำออกไป
โลกเรามีที่พึ่งพาของหัวใจซุกซ่อนอยู่อีกมากมาย
เมือรักใครคนหนึ่ง จึงไม่สำคัญเลยว่า เราจะได้กอดกันหรือไม่
ความรักบางอย่างในชีวิตคนเรา เอื้อมไม่ถึง สัมผัสไม่ได้ เหมาะสำหรับ..เอาไว้มองดู
ไว้ชื่นชมไกลๆ ดวงไฟประภาคาร สวยล้ำค่ายามที่เราล่องเรืออยู่ในทะเลลึกจนหาทางกลับไม่ได้
แต่เราจ้องดูดวงไฟเพียงให้รู้ว่า ควรเดินหน้าไปทิศทางใด
ใช่ว่าเราจะต้องเบนหัวเรือ เพื่อมุ่งไปจอดเทียบท่าหน้าประภาคารเสียเมื่อไหร่
ได้รักเธอ..ประภาคารก็สวยดี
คนที่ฉันกอดได้ ก็ทำให้รู้ว่า โลกนี้สดชื่นสว่างไสว
อย่าสนใจเลยนะคนดี …
ว่ารักเธอแล้วฉันคนนี้จะได้กอดใคร แค่เชื่อว่าฉันคนนี้รักเธอตลอดไป..เพียงพอแล้ว
ฉันรักเธอ .. ฉันเกลียดเธอ .. ชีวิต
ปราย พันแสง