Archive | Books RSS feed for this section

Le Café est la vie เพราะ กาแฟ คือ ชีวิต

12 Nov

วันนี้มีโอกาสได้ไปอ่านบทความนึงที่เกี่ยวกับกาแฟมา รู้สึกว่าอ่านไปยิ้มไป เกิดชอบคนที่เขียนบทความนี้จัง แต่ไม่รู้จริงๆ ว่าใครเป็นคนแปลออกมาเป็นภาษาไทย น้องที่รู้จักบอกว่าคนเขียนเหนังสือเล่มที่อ่านนี้ชื่อว่า Jules Verne ซึ่งเป็นใครเราก็ไม่รู้เหมือนกัน เพิ่งเคยได้ยินชื่อกับเค้าก็ครั้งแรกนี่หล่ะ 55 เลยเอามาสรุปให้อ่านกันคร่าวๆ ส่วนถ้าใครอยากอ่านแบบเต็มๆ และซึมซับไปกับการเล่าเรื่องของคนแปลก็ตามไปอ่านได้ที่ลิงค์เลย เดี๋ยวจะแนบไว้ให้ตอนท้าย

เท่าที่อ่านมาจนจบจะเห็นว่าบทความนี้ได้บอกเล่าถึงนิสัย ความคิด และวัฒนธรรมของคนแต่ละชาติที่เกี่ยวข้องกับกาแฟเอาไว้ ที่โดดเด่นมากๆ คงจะเป็นขาวฝรั่งเศสที่ดูเหมือนจะรัก บูชา และชื่นชมใน กาแฟ มากเป็นพิเศษ ถึงกับให้คำจำกัดความ กาแฟไว้ว่า  Le Café est la vie เพราะ กาแฟ คือ ชีวิต



สำหรับคนฮอลแลนด์แล้วเค้าเรียกกาแฟว่า เครื่องดื่มวิเศษ ในขณะที่ชาวอิตาลี จะตะโกนว่า Viva Italia หรือแปลว่า อิตาลีจงเจริญ ทุกครั้งเมื่อเอสเปรสโซ่และคาปูชิโน่หมดลง ชาวอินเดีย คือคอกาแฟตัวจริง มักนิยมทานถั่ว สมุนไพร และใบกระถินแกล้มไปพร้อมกับกาแฟ ส่วนชาวญี่ปุ่น จะดื่มกาแฟตามด้วยสัปปะรดเพราะเชื่อว่า จะช่วยชูกำลังได้

ชาวฟินแลนด์ คือชาติที่ดื่มกาแฟมากที่สุดในโลก เฉลี่ยคนละ 5 แก้วต่อ 1 วัน และยังมีวิธีการดื่มที่แปลก โดยจะนำหนังปลาบางๆ 1 ชิ้น ใส่ลงไปในกาแฟขณะที่ต้มแล้วค่อยตักออกเมื่อถึงเวลาดื่ม อืมมม ชักอยากรู้ว่ารสชาติจะเป็นยังไง ไม่รู้จะคาวหรือเปล่านะ

ส่วนชาวฝรั่งเศสชื่นชอบ Café au lait หรือกาแฟใส่นม และนิยมดื่มในชามใบใหญ่ เพื่อใช้จิ้มกับขนมปังหรือครัวซองค์ที่ใหม่ๆ เป็นอาหารเช้า อืมมม เราชอบดื่มแบบคนฝรั่งเศสแฮะ ชอบแบบกาแฟใส่นมแต่เปลี่ยนจากครัวซองค์เป็นปาท่องโก๋จุ่มลงไปในกาแฟแล้วให้ปาท่องโก๋ชุ่มๆ ดูดกาแฟขึ้นมาแล้วค่อยทานนะ มันก็อร่อยดี เราชอบนี้หล่ะ

คนฝรั่งเศสเชื่อว่า กาแฟ คือ เครื่องดื่มที่ให้ความสุข เพราะเพียงแค่กาแฟ 1 ถ้วย ชาวฝรั่งเศสสามารถนั่งมองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา สามารถนั่งพูดคุย ถกเถียงประเด็น แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เล่าเรื่อง ปรึกษา หรือแม้แต่รวมไปถึงการเจรจาธุรกิจก็ตาม ดังนั้นชาวฝรั่งเศสจึงมองว่า กาแฟหนึ่งถ้วย มีค่าเท่ากับ ระยะเวลาที่ยาวนานไร้ขีดจำกัด

สำหรับเราเรามองว่าถ้ามีโอกาสได้นั่งอยู่ในร้านกาแฟ กาแฟหนึ่งถ้วย สามารถทำให้เรามีสมาธิจดจ่ออยู่กับการอ่านหนังสือดีๆ สักเล่มและซึมซับเอาความคิดความรู้สึกจากนักเขียนที่ถ่ายทอดความคิดความรู้สึกได้เป็นอย่างดี เป็นการได้อยู่กับตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก บางครั้งยังได้พูดคุยกับตัวเองอีกด้วย ดังนั้นกาแฟเพียงแค่หนึ่งถ้วยให้อะไรเราได้มากกว่าที่เราคิดไว้เยอะ ไม่เชื่อลองพิจารณาแล้วมองหาดูสักครั้งสิคะ :)

จากบทความ “แก้วโปรดของคนเพลินทาง” http://www.showmystyle.com/special_content.aspx?s=27

รักแรกพบ

8 Oct

อ่าน “เรื่องรักเบอร์ห้า” ของ ปราย พันแสง จบแล้วเกิดอาการหลงรัก และอยากจะ “รักแรกพบ” ตามไปด้วยเลย “รักแรกพบ” เป็นความรักที่ไม่ถึงกับสวยสดงดงามจนลืมไม่ลง และก็ไม่ถึงกับเป็นความรักที่ทำให้เราเจ็บปวดทรมานได้ อ่านๆ ไปแล้วนึกถึงอีกประโยคหนึ่งที่ ปราย พันแสง เคยเขียนไว้

“พบกัน ลืมกัน เรื่องราวธรรมดาสามัญบนโลกใบนี้”

“กับบางคนที่เรารักแรกพบ กลับจำอะไรที่เป็นเขาไม่ได้เลย รู้แต่ว่ามันสะดุดตา สะดุดใจ จับจิตจับใจจนละสายตาไม่ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักอาทิตย์ 2 อาทิตย์ ความรู้สึกที่เคยมีก็จะกลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง ผ่านมาพบกันหายหน้าหายตากันไป 1 ปี 2 ปี หรือมากกว่านั้น บางทีอาจได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง อาจจะจำกันได้หรือไม่ได้ก็ตาม แต่ความรู้สึกเดิมก็ไม่ได้กลับมาอีกแล้ว ผ่านมาแล้วผ่านไป ไม่ลืมแต่ก็ไม่ได้มีอิทธิพลต่อจิตใจและความรู้สึกได้เหมือนที่เคยเป็น”

นี่คงเป็นเสน่ห์ของ “รักแรกพบ” สินะ

“ความจริงแล้ว พวกคุณไม่ได้ปิ๊งกันครั้งแรกตรงแยกไฟแดงหรอก บางทีพวกคุณอาจจะเคยเจอกัน เคยเดินสวนกันเป็นล้านๆ ครั้งมาแล้วก็ได้” – Love at first sight วิสวาวา ซิมโบร์สกา

อ่านแล้วอยาก “รักแรกพบ” ตามทันทีเลย <3

Eat Pray love

18 Feb

คนที่ดูเรื่องนี้หรืออ่านเรื่องนี้ อาจจะตั้งชื่อเรื่องไว้ว่า อิ่ม มนต์ รัก แต่สำหรับตัวเองคิดว่าคำจำกัดความของเรื่องนี้คงเป็น “การเดินทางเพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่าง” มากกว่า การเดินทางเพื่อค้นหาบางสิ่ง การค้นหาความสมดุลของชีวิต บางครั้งเราก็อาจจะต้องยอมเสียสมดุลบางส่วนในชีวิตไปบ้าง เพื่อจะได้พบกับความสมดุลที่ยั่งยืน และพอใจ

ถ้าใครเคยได้อ่านหรือดูหนังเรื่องนี้รับรองว่าคงได้แง่คิดมาไม่มากก็น้อยแน่นอน สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องนึงที่อยากดูมากกว่าอ่าน เพราะการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ที่เรายังไม่เคยมีโอกาสได้ไปพบได้เห็นด้วยตาของตัวเอง การดูจากภาพคงให้ความรู้สึกกับเรามากกว่าการอ่านแล้วสร้างจินตนาการ จะบอกว่าเป็นเรื่องนึงดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสวยงามของบท ความสวยของภาพ และสถานที่ ความสวยของแง่คิดดีๆ ที่แฝงไว้

Eat Pray Love เรื่องราวการเดินทางของหญิงคนหนึ่งหลังจากที่ตัดสินใจแยกทางกับสามีที่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน อาจดูใจร้ายกับการที่ต้องเป็นฝ่ายบอกเลิก แต่จริงๆ แล้วคนที่เป็นฝ่ายบอกเลิกก็อาจจะเจ็บปวดไม่แพ้กัน แล้วมันผิดเหรอ ถ้าเรารู้ความต้องการของตัวเองว่าเราต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร แล้วอะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วจะมีความสุขมากกว่ากัน แล้วเลือกไปตามทางของความสุขที่เราเลือก

การที่ผู้หญิงเรายอมอดอาหารเพื่อให้ได้หุ่นที่สวยงาม อยากถามว่านั่นมันคือความสุขที่แท้จริงสำหรับผู้หญิงจริงๆ เหรอ การที่เราอยากกินอะไรแล้วไม่กล้ากิน มันเป็นความสุขจริงเหรอ คำถามนึงที่นางเอกถามเพื่อนสาวขึ้นมาว่า ที่ครั้งที่เธอเปลื้องผ้าต่อหน้าผู้ชาย แล้วเคยมีผู้ชายคนไหนไล่เธอกลับออกไปมั้ย เมื่อเห็นว่าเธอมีพุง เพื่อนสาวกลับตอบว่า ไม่มี งั้นก็เลิกคิดไปได้เลย ตอนนี้เราจะกินๆ ทุกอย่างที่เราอยากจะกิน แล้วพรุ่งนี้เราค่อยไปช้อปปิ้งซื้อกางเกงตัวใหม่กัน นั่นแหละคือความสุขของผู้หญิงเรา

ความสงบที่แท้จริงอยู่ที่ตัวเรา พระเจ้าอะไรก็แล้วแต่อยู่ที่จิตเราทั้งนั้น อย่ามัวแต่ติดอยู่กับการกล่าวโทษถึงความผิดของตัวเองในอดีต และบางครั้งการปิดปาก เปิดหู เปิดตา ก็อาจเป็นทางที่ดีอีกทางหนึ่ง หรือ ฟังให้มาก พูดให้น้อย อาจทำให้เรายับยั้ง พิจารณาอารมณ์ ความรู้สึก ของทั้งตัวเราและคนอื่นมากขึ้นก็ได้ อยากทำบ้างจัง อิอิ

สำหรับที่สุดท้ายคงนิยามแค่ว่า “เชื่อ” Trust เชื่อในความรัก เชื่อใจในคนรัก เชื่อใจในคนอื่นบ้าง จงยิ้ม ยิ้มให้ถึงตับ ไต ไส้ พุง ยิ้มจากสมอง ยิ้มจากดวงตา และยิ้มจากหัวใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นขอให้ยิ้มไว้ รับรองว่ามันต้องดีขึ้นแน่นอน อย่างน้อยก็ในความรู้สึกเรา บางครั้งความสุขที่แท้จริงเกิดมาจากความรัก รักตัวเอง รักผู้อื่น การเป็นผู้ให้เป็นความสุขที่อิ่มเอม ลึกซึ้งอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ และที่นี่สอนให้รู้ว่า “บางครั้งเราอาจจะต้องสูญเสียสมดุลในตัวเองไปบ้าง เพียงเพื่อค้นพบความสมดุลที่งดงามกว่าเดิม”

ถ้าใครที่ยังไม่เคยอ่านหรือเคยดู แนะนำเรื่องนี้ค่ะ รับรองว่าดูไปยิ้มไป และอิ่มกับเนื้อหาแน่นอน อย่าลืมหามาดูกันนะคะ ^^

ชั่วฟ้าดินสลาย

28 Sep

*ไม่ใช่บทวิจารณ์ เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นและความรู้สึกส่วนตัวเท่านั้น

ชั่วฟ้าดินสลาย – โศกนาฏกรรมความรักและความใคร่

วันนี้ได้ไปดูหนังเรื่อง ชั่วฟ้าดินสลาย มา ไม่รู้สึกเสียดายเงินที่ไปดูมาเลยสักนิด อยากบอกว่าเป็นหนังดีมากเรื่องหนึ่งได้เลย ภาพสวย ชุดสวย บทประพันธ์สวย ฉากสวย การเลือกนักแสดงก็เหมาะมาก โดยเฉพาะนางเอก พลอย ที่บอกได้เลยว่า เล่นบทนี้แล้วพลอยดูสวยมากๆๆ เป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์มาก ขนาดว่าผู้หญิงด้วยกันดูยังต้องชมว่าพลอยสวยจริงๆ

ส่วนเนื้อเรื่องมีหลายตอนมากที่ประทับใจ ชอบจังหนังที่ฉายแต่ภาพแล้วแฝงเนื้อหา แง่คิดให้คนดูได้คิดอะไรเองบ้าง ดีกว่าใส่ทุกอย่างตามความคิดของผู้กำกับ ในเรื่องเข้าใจความรู้สึกของทั้งคนที่เป็นอา แล้วโดนคนที่รักมากทั้งสองคนทรยศ หักหลัง เป็นธรรมดาที่ต้องเจ็บปวดเสียใจ แต่แง่นี้ให้เห็นถึงการมีสติ ที่ไม่ใช่อาวุธที่มีอยู่ในมือฆ่าทั้งสองคน

ส่วนยุพดีหรือพลอยเป็นผู้หญิงที่ฉลาดมากๆๆ ทั้งการพูดการจา ความคิด ความทะเยอทะยาน เหมือนผู้หญิงสมัยใหม่ทั่วไป และยอมให้อารมณ์อยู่เหนือความคิด ความถูกต้อง บางครั้งดูแล้วก็ไม่เข้าใจยุพดีเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วเธอต้องการอะไร หรือคิดอะไรอยู่กันแน่ แม้กระทั่งในตอนจบก็ตามไม่รู้ว่าเธอเลือกทางนั้นเพื่อเสียสละหรือเพื่อตนเองที่จะไม่ยอมอยู่อย่างทรมานกันแน่ แต่ส่วนหนึ่งก็มองเห็นว่ายุพดีก็รักส่างหม่องมากเหมือนกัน แต่จะมากหรือน้อยกว่าตัวเองบางครั้งดูแล้วก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ส่างหม่องเป็นธรรมดาของผู้ชายที่ยังอ่อนต่อโลกมากเกินไป ยอมใช้อารมณ์ให้อยู่เหนือเหตุผล และความถูกต้อง แต่ในลึกๆ แล้วก็รักทั้งยุพดีและคุณอามากเหมือนกันล่ะ

“ปล่อยหัวใจของเธอให้เป็นอิสระบ้างเถอะค่ะ อย่าใช้สมองให้มันมากนักเลย” ประโยคนี้ฟังแล้วดูดี แต่ทุกอย่างมันมีเงื่อนไข ถ้าหัวใจมันถูกต้องไม่ทำร้ายใคร ประโยคนี้ก็คงเป็นประโยคที่สมบูรณ์และดูดีมากที่สุดประโยคหนึ่ง ในหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดความรู้สึกของยุพดี ที่ถึงแม้จะดูเป็นผู้หญิงสมัยใหม่แต่ยังไงๆ ก็ยังเป็นผู้หญิงอยู่ดี ที่มีทั้งอารมณ์หวั่นไหว หวาดกลัว กลัวโดนทอดทิ้ง เจ้าความคิดเจ้าอารมณ์ในแบบที่ผู้หญิงทั่วไปเป็นนั่นแหละ ส่วนส่างหม่องก็แสดงให้เห็นถึงนิสัยผู้ชายทั่วไปเหมือนกัน เรียกว่าความรู้สึกตลอดเรื่องเป็นเรื่องที่ถ่ายทอดออกมาได้ใกล้ชิดกับความรู้สึกที่เป็นจริงของผู้หญิงผู้ชายได้เลย

ตอนนึงที่ชอบก็คือภาพตอนที่ยุพดีนอนตะแคงหน้าตาดูสะสวย แต่พอพลิกตัวมาเป็นนอนหงาย จะเห็นว่าหน้าข้างที่เห็นเมื่อกี้กับอีกข้างที่ซุกหมอนอยู่ต่างกัน ข้างที่ซุกหมอนอยู่นอนร้องไห้จนอายไลเนอร์หลุด นี่ก็คงบอกว่า “สิ่งสวยงามที่เรามองเห็นอยู่ จริงๆ มันอาจไม่ได้สวยงามทั้งหมด มันอาจซ่อนความเจ็บปวดรวดร้าวไว้เบื้องหลังก็ได้ อยู่ที่เราจะมีโอกาสได้มองเห็นมันหรือเปล่า มีประโยคหลายประโยคในหนังนี้ที่สอนเรื่องความรักและการใช้ชีวิตได้อย่างดี “อยู่ใกล้กันมากเกินไปก็ไม่ดี ขนาดเสาโบสถ์ยังต้องอยู่ห่างกันออกไปเพื่อความมั่นคงเลย”

สุดท้ายรู้สึกว่าตั้งแต่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว รู้สึกกลัวกับคำว่า “ชั่วฟ้าดินสลาย” จัง ไม่กล้า และ ไม่กล้า และ ไม่อยากได้ยินคำนี้จากใครและไม่อยากพูดด้วย

When love beckons to you follow him,

Though his ways are hard and steep.

And when hi wings enfold you yield to him,

Though the sword hidden among his pinions may wound you.

“เมื่อความรักร้องเรียกเธอ จงตามมันไป

แม้ว่าทางของมันนั้น จะขรุขระและชันเพียงไร

และเมื่อปีกของมันโอบรอบกายเธอ จงยอมทน

แม้ว่าหนามแหลมอันซ่อนอยู่ในปีกนั้นจะเสียดแทงเธอ

เราเป็นได้ มากกว่าตัวเองจะเป็นได้

12 Jul

บางสิ่ง บางอย่าง บางคน
มีอิทธิพลต่อบางสิ่ง บางอย่าง บางคนอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่

ใครบางคนผ่านเข้ามา อาจทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป
เป็นราชสีห์มาตลอดชีวิต อาจจะกลายเป็นลูกหมาตัวเล็กๆ
ไปในทันที เมื่อสบตาใครบางคนเข้า

ชั่วชีวิตหนึ่งของคนเรา คงได้ผ่านพบผู้คนมากมาย
ได้พูดคุยกับใครยางคนทุกวัน โดยที่เราไม่รู้จักแม้แต่น้อย
ยิ้มให้กันทุกครั้งที่เดินสวนทาง แต่เราไม่เคยเห็นกันในดวงตา

บางคนเดินมาพร้อมเรา แต่เมื่อเขาหยุด
เราก็จำต้องเดินล่วงหน้าไป
หรือวันใดเราสะดุดหยุดไป ก็ไม่น่าแปลกใจ
หากจะมีใครต่อใครต่อใครเดินแซงหน้าเราขึ้นไปบ้าง

ในท่ามกลางผู้คนสับสนบนโลกเรานี้
มันจึงดีแค่ไหน มหัศจรรย์แค่ไหน
หากมีใครคนหนึ่งเดินฝ่าผู้คนเหล่านั้น
มาหยุดอยู่ตรงหน้าเพื่อให้คุณรักเขาได้

การรักในสิ่งที่ควรรักเป็นธรรมชาติ
แต่เมื่อใดที่เราต้องเผื่อใจ ต้องเปิดกว้าง
เพื่อรักในสิ่งที่เราไม่รัก เพราะสิ่งนั้นมันอยู่ในตัวใครคนนั้น
ณ ช่วงเวลานาทีนั้น คือช่วงเวลานาทีอันยิ่งใหญ่
เป็นความมหัศจรรย์ของชีวิต
ที่เราต้องให้เกียรติน้อมคำนับรับมันไว้

ขอบคุณใครบางคนที่ผ่านเข้ามา เพื่อทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป
ใครคนที่ทำให้เราก้าวออกจากตัวตนของตนไปไกล
ทำให้เรา “ได้เป็น” เกินกว่าที่เราเคยเป็นได้

i hate you : ปราย พันแสง

เอา (แต่) ใจ

12 Jul

เราจะถนอมเฉพาะสิ่งที่เรารัก
เราจะรักเฉพาะสิ่งที่เราเข้าใจ
เราจะเข้าใจ
เฉพาะสิ่งที่เราต้องการจะเข้าใจ
ใช่ไหม

ความรักสำคัญแค่ไหน ความเข้าใจสำคัญยิ่งกว่า
คนรามักมีมีความอดทนทำความเข้าใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ดี
เมื่อเรามีใจรักต่อสิ่งนั้น

เมื่อเราเห็นคนรักกัน พยายามทำความเข้าใจกัน
เพื่อจะได้ยอมรับซึ่งกันและกันได้เต็มหัวใจ
มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่แปลกอะไร

คนเอาแต่ใจมักคิดว่า เธอไม่ต้องเข้าใจฉันก็ได้
ขอให้รักและตามใจฉันก็พอ
“ด้วยรักและไม่เข้าใจ” มีจริง
แต่จะมั่นคงยืนยาวหรือไม่
ขึ้นอยู่กับเธอรักจริงหรือเปล่า
เธอใจกว้างแค่ไหน เธออดทนได้สักเท่าไหร่

แน่นอน.. คนเอาแต่ใจมักทำให้เราปวดหัว ปวดใจ
แต่รู้อะไรไหม.. คนที่ชอบทำให้เราปวดหัว (ใจ) นี่แหละ
อาจ สอน ให้รู้ว่า
มนุษย์เรายังสามารถ “ยอมรับ”
สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ได้อีกมากมาย

มันเหลือเชื่อแค่ไหน มหัศจรรย์แค่ไหน
ที่คนเราสามารถยอมรับได้
ทั้งที่เราอาจจะ “ไม่เข้าใจ” มันเลยแม้แต่น้อย

i hate you  : ปราย พันแสง

เทพนิยายคืนวันพุธ

8 Mar

วันนี้มีนิทานมาเล่าให้ฟังเรื่องนึง เป็นนิทานที่อ่านเจอมาจากหนังสือเรื่อง “คิดถึง ระลึกถึง นึกถึง” ของ ปราย พันแสง อ่านแล้วรู้สึกชอบมาก ปนขำเล็กน้อย

A: รถคันหนึ่ง บรรทุกผู้โดยสารไป 3 คน มีซานตาคลอส มีผู้ชายดีๆ แล้วก็มีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง และปรากฏว่ารถคันนั้นประสบอุบัติเหตุ ทำให้ผู้โดยสารตายไปสองคน ลองทายซิว่าคนที่รอดตายเป็นใคร?

B: ซานตาคลอสหรือไง ก็..โอกาสที่ผู้หญิงคนหนึ่ง จะมีชีวิตรอดอยู่บนโลกนี้กับผู้ชายดีๆ สักคน มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เกินไปหน่อยไหม

A: แต่เขาบอกว่าคำตอบของเธอนั้น “ผิด” เขาเฉลยว่า “ความจริงแล้วเป็นผู้หญิงต่างหากที่รอดตาย”

“ที่ผู้หญิงรอดตาย เนื่องจากผู้หญิงเป็นผู้โดยสารคนเดียวที่เดินทางไปกับรถคันนั้น เพราะซานตาคลอสกับผู้ชายดีๆ ไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่แรกแล้ว”

เป็นยังไงคะ กับคำถามเชาว์ปัญญา ต้องแอบอมยิ้มกับคำตอบที่เฉลยได้อย่างเจ็บๆ คันๆ จริงๆ

What is Twitter?

9 Sep

ช่วงหลังๆ มานี้มีเพื่อนๆ ที่เพิ่งเ่ล่น Twitter หลายคนมักจะมาถามหลังไมค์ว่าเล่นยังไง แล้วพวก RT, MT คืออะไร แล้วจะเล่นอะไร ยังไง ก็ยินดีที่จะสอน ที่จะบอก แต่ทำไปทำมาทำไมมันชักเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ก็เหนื่อยที่จะตอบคำถามเดิมๆ เหมือนกัน

นอกจากเพื่อนใน Twitter แล้ว ก็ัยังมีเพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยเล่นเลย ไม่เคยสมัครมาก่อนมาถามใน MSN เหมือนกันว่าอะไร ยังไง เจ้านาย (@trawut) เองก็เป็นเหมือนกัน โดนคนถามหลายคน เลยคิดว่าทำ Twitter เป็น eBook ให้โหลดฟรีไปอ่าน ไปทำตามเลยดีกว่า ทีหลังพอมีคนมาถามก็จะได้ไม่ต้องตอบอะไรมาก บอกเอานี่ไปอ่านอย่างเีดียวพอ 555 (แอบขี้เกียจ)

วันนี้ก็มีเพื่อนมาถามอีกคน เลยบอกไปดาวน์โหลดมาอ่านซะ จะได้ทำเอง เรียนรู้เองไปในตัวด้วย เราก็สบายด้วย หลังจากที่ทำเสร็จปล่อยออกมาให้คนดาวน์โหลด นี่รู้สึกว่าดีมากๆ ช่วยผ่อนแรงที่จะต้องอธิบายไปได้เยอะจริงๆ นอกจาก eBook เล่ม “Twitter 101 มาเล่นทวิตเตอร์กันเถอะ” แ้ล้ว ก็ัยังมี นิตยสารออนไลน์ที่ดาวน์โหลดฟรีอีกเล่ม เป็นของเดือนสิงหาคมที่ใช้ธีมเกี่ยวกับ Twitter ล้วน อีกเล่มนึงที่สามารถดาวน์โหลดไปอ่านได้ฟรีๆ เลยเอาทั้ง 2 เล่มมารวมไว้ที่ Note นี้เผื่อใครอยากลองเล่น หรืออยากรู้อะไรเพิ่มเติมจะได้ดาวน์โหลดไปอ่านกัน ส่วนใครที่อยากแนะนำอะไรเพิ่มเติมก็สามารถแนะนำได้้นะ ^ ^

Twitter 101 มาเล่นทวิตเตอร์กันเถอะ Twitter : iBusiness Magazine
twitter101
twitter-imag

ปราการแสงดาว : อาพัชรินทร์

16 Aug

วันนี้อยู่ๆ ก็รู้สึกอยากอ่านนิยายขึ้นมา หลังจากที่ห่างหายการอ่านนิยายไปได้พักใหญ่ๆ ด้วยความที่เดี๋ยวนี้ติดอินเทอร์เน็ท ติดอยู่กับโลกออนไลน์มากขึ้น ก็เลยไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไหร่ พอจะอ่านหนังสือสักเล่ม ก็ต้องเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับงาน หรือมีสาระหน่อย วันนี้ก็เลยรู้สึกว่าอยากอ่านอะไรที่ตัวเองชอบ เป็นตัวเอง แล้วก็ขอแบบไม่มีสาระ ไม่เอาประเทืองปัญญา แต่ขอประเทืองอารมณ์ ความรู้สึกแทน ก็เลยไปเดินร้านหนังสือ แล้วก็ได้นิยายเรื่อง “ปราการแสงดาว” ของอาพัชรินทร์ มา

ไปเดินร้านหนังสือแล้วสังเกตุว่าปัจจุบันมีนิยายใหม่ๆ นักเขียนหน้าใหม่ๆ ออกมาเยอะมากๆ แต่กว่าจะตัดสินใจซื้อได้สักเล่มนี่ต้องดูแล้วดูอีกนะ เพราะโดยส่วนตัวคิดว่านักเขียนนิยายหน้าใหม่ๆ เนี่ยไม่เหมือนนักเขียนหน้าเก่าๆ เลย พูดง่ายๆ ก็คือคุณภาพของเนื้อหานิยายนั้นสู้นักเขียนรุ่นเก่าๆ ไม่ค่อยได้จริงๆ ไม่ว่าจะด้วยสำนวน การผูกเรื่อง และที่สำคัญคือแก่น และสาระในเนื้อหาที่บางครั้งอ่านแล้วแทบจะไม่มีสาระอะไรเลยจริงๆ เมื่อเทียบกับนักเขียนรุ่นเก่าๆ นะคะ อันนี้ก็เป็นแค่ควาิมคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น ;p

แต่เรื่องปราการแสงดาวที่ซื้อมานี้ อ่านแล้วรู้สึกว่าไม่เสียดาย ไม่เสียใจที่ซื้อมานะ เพราะชอบด้วยเนื้อเรื่อง เนื้อหา และก็ประโยคหลายๆ ประโยคที่ให้ความหมายดีมาก บางประโยคเขียนออกมาค่อนข้างตรง ได้ใจความ และเป็นความจริง ความรู้สึกจริงที่บางครั้ง บางทีเราเองก็อาจจะลืมนึกไปเหมือนกัน

ส่วนประโยคที่ชอบก็จะขอยกมาให้อ่านกันดังนี้ค่ะ

“บางความรักสั้นเหมือนบทกวี สั้นแค่ไม่กี่บรรทัดก็จบ สั้นแค่ไม่กี่บรรทัดก็พอแล้ว ถ้ายิ่งยื้อจะยิ่งไม่งดงาม”

“Destiny decides who you meet in life but only your heart that can decide who gets to stay in your life”

“สิ่งที่ทำให้เราตายจากกัน ไม่ใช่การหยุดหายใจหรอก แต่คือหัวใจที่ไม่เหลือความผูกพันและความทรงจำใดระหว่างกันนั่นต่างหากที่ทำให้คนเราตายจากกัน”

“ถ้าฉันมีตุ๊กตาที่ฉันชอบมากแต่มันมีเจ้าของแล้ว ถึงแม้มันจะเป็นตุ๊กตาในฝัน..อย่างที่ฝันถึงมานาน และเจ้าของเองก็เล่นจนเบื่อ วางทิ้งๆ ขว้างๆ ให้ฝุ่นเกาะจนเกรอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะมีสิทธิ์จับต้องมัน ก็เจ้าของจะกลับมาเล่นอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู่ ถ้าฉันจับมันมาก็คงไม่ต่างจากหัวขโมยคนหนึ่ง”

“รักเขาก็ไม่ได้ เลิกรักเขาก็ไม่ได้ เกลียดไปเลยใ้ห้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยดีไหม”

“ปราการแสงดาว” เป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนนึงที่มีความรักให้กับผู้ชายคนหนึ่งที่เจ้าชู้ และที่สำคัญเขามีเจ้าของแล้ว และก็ด้วยทั้งๆ ที่รู้และมีคนเตือนหลายคนแล้ว แต่เจ้าตัวนางเองกลับไม่สามารถเลิกรักได้ เพราะอะไร? จนมาเจอกับพระเอกที่เป็นเจ้าของร้านขายต้นไม้ที่ค่อยๆ ซึมซับ ผูกพันกันมากขึ้น จากความห่วงใย ความหวังดี ความปรารถนาดี ค่อยๆ เปลี่ยนไป เท่านั้นเอง หากฟังแค่แก่นเรื่อง ก็คงคิดว่ามันก็แค่นั้นเองนะ ไม่เห็นมีอะไรเลย ซึ่งก็ยอมรับว่าไม่มีอะไรจริงๆ แต่สิ่งที่ชอบก็อย่างที่บอกไว้ก็คือ คนเขียนค่อนข้างจับเอาความรู้สึกจริงๆ เขียนออกมาบอกออกมา แล้วทำให้เข้าใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ง่าย เรื่องบางเรื่องก็ง่ายมากถ้าคิดได้นะ หากใครสนใจก็ลองไปหาซื้อมาอ่านกันได้นะคะ ^ ^

The Luckiest Man in the World

5 Aug

เมื่อกี้เพิ่งได้มีโอกาสอ่านหนังสือ The Luckiest Man in the World ของคุณบัณฑิต อึ้งรังษี อ่านจบแล้วชอบประโยคในหนังสือนี้อยู่หลายประโยคเหมือนกัน คุณบัณฑิต ทำให้ีรู้สึกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่เรา

การที่เราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับเรา ถึงแม้ในกฎ 30 ข้อในหนังสือนั้นจะบอกว่าคนรอบข้างมีอิทธิพลที่จะช่วยให้เราประสบความสำเ้ร็จก็เถอะ แ่ต่อย่าลืมว่าการที่คนรอบข้างจะช่วยหรือผลักดันเราได้นั้น มันก็ต้องขึ้นอยู่กับการกระทำของเราที่มีต่อคนเหล่านั้น แล้วก็การกระทำของเราที่จะแสดงให้เขาเห็น การกระทำเหล่านี้ก็อาจจะหมายความความขยัน ความเพียรพยายาม

ประโยคที่อ่านแล้วชอบมากในหนังสือเล่มนี้คือ As a man thinks, he is. เขาจะเป็นอย่างที่เขาคิด คนเราจะเป็นอย่างไร มันขึ้นอยู่ทีความคิด น่าจะสอดคล้องกับเรื่องของกฎแห่งแรงดึงดูดได้

อย่างโดยปรกติแล้ว ตัวเองเวลาที่จะทำอะไร มักจะคิดเสมอว่าเราทำได้ เราสามารถทำได้ ถึงเราไม่เก่ง แต่เราเชื่อตัวเราเองว่าเราทำได้ เราก็จะสามารถทำได้ ถึงแม้จะเจอปัญหา เราก็จะรู้สึกว่าเราต้องพยายามหาทางออกให้กับมันจนได้ั อันนี้ถืือว่าเป็นผลพลอยได้จากคุณแม่ คุณแม่จะสอนเสมอตั้งแต่เด็ก ให้คิดเสมอว่าเราทำได้ เราทำได้ แล้วจะทำมันจนได้เอง ^ ^

อีกประโยคนึงที่ชอบมากเหมือนกันก็คือ ความโชคดี คือ วิธีการอธิบายความสำเร็จของผู้อื่น (ที่เราไม่ชอบ) ฌอง คอคโต ก่อนที่จะอ่านเจอประโยคนี้ในหน้าเกือบท้่ายของเล่มแล้ว ตอนหน้าแรกๆ ของหนังสือได้กล่าวไว้แ้ล้วว่า คนเรามักจะมองว่าคนที่ประสบความสำเร็จได้นั้นเขาโชคดี ส่วนการที่เราไม่ประสบความสำเร็จนั้นเราไม่โชคดีเท่าเค้า หรือโชคไม่ดีนั่นเอง

แต่จริงๆ แล้วมองว่ามันเป็นเหมือนการปลอบใจตัวเองให้ไม่คิดอะไรมาก แล้วก็เลยกลายเป็นว่า ช่างมันเถอะ เราไม่โชคดีเหมือนเค้าแล้วก็ปล่อยผ่านเลยไป ไม่ได้พยายามอะไรต่อ เลยกลายเป็นความโชคดี โชคไม่ดี พออ่านแล้วก็ อืม ก็ถูกของเขาเหมือนกัน อ่านจบแล้วรู้สึกว่าชอบสองประโยคนี้มาก เลยเอามาแบ่งปันให้อ่านกันค่ะ จริงๆ แ้ล้วการอธิบายของคำเหล่านี้มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วย ว่ามองมันว่าอย่างไร เพราะคนแต่ละคนก็มีที่มาที่ไป มีประสบการณ์ที่ต่างกัน การตีความหมาย หรือการนำเอาไปประยุกต์ใช้ก็อาจจะต่างกัน แต่ยังไงก็ขอให้นำไปประยุกต์ในทางที่ดีก็พอแล้วหล่ะค่ะ ^ ^

Page 1 of 212»
 

You need to log in to vote

The blog owner requires users to be logged in to be able to vote for this post.

Alternatively, if you do not have an account yet you can create one here.

Powered by Vote It Up