Slow life at สวนโมกข์
28 Dec
วันนี้ใช้ One free day ที่ออฟฟิศให้มา 1 วันไปกับการทำภารกิจสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นปีให้สำเร็จ เมื่อตอนต้นปีเขียนไว้ว่าสิ่งที่จะต้องทำให้สำเร็จในปี 2554 มีอยู่ 7 เรื่อง สรุปแล้วทำสำเร็จไป 3 เรื่อง ซึ่งเรื่องที่ทำสำเร็จล้วนแต่เป็นเรื่องนอกกายทั้งนั้น อีก 4 เรื่องที่ทำไม่สำเร็จนี่ก็เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ
ดังนั้นเมื่อมีโอกาสก็เลยขอใช้ Free day ที่ได้มานี้ไปกับการทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จ ก็เลยไปสวนโมกข์ซะเลย อย่างน้อยเราอาจจะไม่สามารถทำได้ทุกวันแต่อย่างน้อยก็ขอให้มีสักวันที่ได้กลับไปใช้ชีวิต ความคิด จิตใจ ให้สงบลง เดินให้ช้า หายใจให้ช้า คิดให้ช้า ทำอะไรๆ ให้ช้าลง คิดถึงคนอื่น ใช้ใจเขาใจเราเข้า ซึ่งมันก็ดีนะ ถึงแม้จะเป็นแค่หนึ่งวัน แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำเลยซักวัน จริงมั้ย?
ที่ตั้งใจไปสวนโมกข์ก็เป็นเพราะชอบคำสอนและมรดกที่ท่านพุทธทาสภิกขุทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างเราๆ คำสอนของท่านเป็นจริง และเป็นไปตามธรรมชาติโดยแท้ มีอยู่ประโยคนึงที่ไปอ่านมีคนเขียนไว้ว่า นานๆ ทีจะมีคนอย่างท่านพุทธทาสฯ นะ 10 ปี 20 ปี 100 ปีจะมีสักคนนึงที่มั่นคง เข้าใจ และหลุดพ้นจากสิ่งที่มนุษย์และโลกเป็น ออกไปไกลละ กลับมาที่สวนโมกข์กันต่อดีกว่า เมื่อมาถึงสวนโมกข์ ชั้นที่ 1 จะเป็นศูนย์ขายหนังสือมีทั้งหนังสือธรรมะ ประวัติ คำสอน มรดกที่เกี่ยวกับท่านพุทธทาสฯ เอาไว้ ขอบอกว่าพอเดินเข้ามาแล้วร่มรื่นเย็นสบายมากๆ เสร็จแล้วก็แวะขึ้นไปที่ชั้น 2
สำหรับชั้น 2 จะเป็นส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการ ภาพวาดที่สอดแทรกคำสอนและมีคำแปลความหมายจากท่านพุทธทาสฯ เอาไว้ และมีห้องแสดงนิทรรศการนิพพานชิมลอง และมีห้องปฏิบัติธรรมทำสมาธิด้วย เดินดูรูปแล้วอ่านไปด้วยก็เพลินดี เพลินมากๆ เรื่องนึงที่อ่านแล้วจำได้แม่นก็คงเป็นเรื่องที่แปลจากนิทานออกมา “ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ย่อมมีเหตุและปัจจัยทั้งสิ้น” “จิตของเราโดยพื้นฐานแล้วเป็นจิตที่ว่างเปล่า หรือเรียกว่าจิตประภัสสร แต่คนเรามักเอาความคิด ความรู้สึกต่างๆ ใส่เข้าไปในจิตมนุษย์จึงแตกต่างกัน ร้อยนิสัยพันสันดาน” (อันนี้ใส่เองค่ะ)
“เมื่อใดก็ตามที่เกิดคำว่าตัวกู ของกู ตัวสู ของสู ขึ้นมาในความคิด เมื่อนั้นแลความทุกข์จะเริ่มเข้าครอบงำและกัดกร่อน กัดกินเวลาแห่งความสุข สงบในจิตใจ”
หลังจากที่เดินดูรูปวาดพร้อมนิทานคำสอนแล้ว ก็ลองเข้าห้องนิทรรศการ “นิพพานชิมลอง” ดู concept ของห้องนี้อยู่ที่ให้ลองดูก่อน เมื่อลองแล้วชอบค่อยปฏิบัติ แต่ถ้าลองแล้วไม่ชอบก็ไม่ต้องปฏิบัติ เริ่มต้นที่แรกจะมีโต๊ะพร้อมกับตราประทับ 20 แบบ ให้เราเลือกปั๊มลงบนไปรษณียบัตร หลังจากนั้นเขียนชื่อที่อยู่ แล้วหยอดทิ้งไว้ในกล่อง เดี๋ยวเค้าจะจัดส่งไปรษณียบัตรนี้มาให้เรา ตราประทับทั้ง 20 แบบก็มีลายต่างกันออกไป แต่เราเลือกลายที่ 20 ซึ่งเขียนไว้ว่า “ยิ่งโง่ ก็ยิ่งคิดว่า กูฉลาด” เก็บไว้คอยสอนคอยเตือนตัวเอง
หลังจากนั้นก็เริ่มเดินผ่านเข้าสู่โซนที่ 1 ไป 2 สำหรับโซนที่ 2 นี่คิดว่าน่าจะเป็น Highlight ที่สุดนะ เพราะห้องนี้เป็นลานโล่งกลม และมีเบาะล้อมรอบให้นั่ง มีจอโปรเจคเตอร์ฉายภาพและเสียงให้เรานั่งสมาธิ สำหรับห้องนิทรรศการนี้ชอบโซนนี้ที่สุด ก่อนเริ่มทำสมาธิเราคิดว่ายากและก็มันดูไกลตัวจากเรามาก และคงจะลองแค่แป๊บเดียวพอ แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว นั่งทำได้ประมาณ 20 นาที สงบ เงียบ เบาตัว ชั่วขณะที่ทำเราจะลืมสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวไปเลย ลืมไปว่าในห้องนั้นมีอยู่กี่คน ใครลุก ใครนั่ง ใครเข้า ใครออก แม้แต่เสียงดนตรีที่เปิดอยู่เราก็ลืมและไม่ได้ยินเลย พอนั่งแล้วสบายแล้วก็รู้สึกว่าอืมขอนั่งต่ออีกสักพักล่ะกัน เลยนั่งไปประมาณ 20 นาที
เสร็จแล้วก็เดินต่อไปโซนที่ 3 ทางเดินเป็นก้อนหิน ทุกย่างที่เราเดินและเหยียบไปเย็นเท้าดี แต่เข้าใจว่าน่าจะบอกให้เรารู้ทุกย่างก้าวที่เราเดินมากกว่า จากโซนนี้ไปสู่โซนที่ 4 เป็นจอทีวี เราสามารถสัมผัสที่หน้าจอเพื่ออ่านคำสอนต่าง ได้ จากจุดนี้ที่อ่านก็เป็นเรื่องของ ตัวกู ตัวสู เสร็จแล้วก็ไปโซนที่ 5 เป็นก้อนหินพูดได้ โซนนี้ก็ชอบนะ ใครที่เข้ามาสามารถพิมพ์ข้อความ โดยจะมีคีย์บอร์ดวางอยู่บนก้อนหินให้เราพิมพ์ พอ Enter แล้วข้อความก็จะไปขึ้นโชว์ที่หน้าจอมอนิเตอร์ เราพิมพ์ไป 2 ประโยคว่า “ความสุขอยู่ที่ใจเรา ไม่ได้อยู่ที่ใคร” และ “ชีวิตนี้ ถ้าเศร้าเราขาดทุน” โซนสุดท้ายทิ้งท้ายไว้ เสร็จแล้วก็ออกมาจากห้อง แล้วก็ไปนั่งอ่านหนังสืออีกนิดหน่อยตรงลานด้านขวามือแล้วก็กลับล่ะ
ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาแค่สั้น แต่เวลาสั้นๆ นี้แหละที่ทำให้เราได้ใช้ชีวิตแบบเงียบๆ คิดช้า ทำช้าๆ ให้ชีวิตร่างกายได้สงบลงบ้าง ต้องขอบคุณบริษัทที่ให้เรามีวัน Free day ได้ทำอีกสิ่งที่ตั้งใจทำตั้งแต่ต้นปีสำเร็จ ^_^
การเดินทางไปสวนโมกข์ สำหรับคนไม่มีรถ วิธีที่ง่ายสุดนะ นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานีพหลโยธินแล้วออกทางออกที่ไปเซ็นทรัลลาดพร้าว จะเจอสวนสาธารณะให้เดินทะลุสวนฯ ไปอีกฝั่ง (ฝั่งสำนักงานปตท.) ข้ามสะพานลอยแล้วเรียกมอเตอร์ไซต์รับจ้าง บอกไปสวนโมกข์ 10 บาท หรือจะเรียกมอเตอร์ไซค์ฯ ตั้งแต่ตรงทางออกรถไฟใต้ดินเลยก็ได้ ราคา 40 บาท






























