0
Like

Like or Not : ปฏิเสธความรู้สึกหรือแค่คิดไปเอง

บ่อยครั้งที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนเริ่มมีอะไรที่แปลกและเปลี่ยนแปลงไป บางครั้งคนเรามักไม่ยอมรับมันว่ามันเปลี่ยนไป และดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์นั้น

บ่อยครั้งที่พอเราเล่าเหตุการณ์อย่างการคุยกันทางช่องทางการสื่อสารต่างๆ ไม่ว่าจะ MSN หรือ Social media ช่องทางอื่นๆ แล้วคนเหล่านั้นมักจะบอกว่า มันเริ่มแปลกๆ นะ เค้าแอบคิดอะไรกับเราอยู่หรือเปล่า แล้วบ่อยครั้งที่เรามักจะตอบว่า ไม่หรอกมั้ง เค้าคงไม่คิดหรอก มีครั้งหนึ่งที่เคยตอบแบบนี้กับพี่คนนึงไป ทั้งที่จริงๆ แล้วเราย่อมรู้ดีว่า คำตอบนั้นเป็นเพียงแค่คำปฏิเสธที่ไม่มีความหมายเท่านั้นเอง

เพราะเราเองย่อมรู้ดี และมี Sense อยู่แล้วว่าเค้าคิดอะไรกับเรามากเกินกว่าแค่คุยธรรมดาหรือเปล่า และในคำปฏิเสธนั้นพี่เค้าก็จะสวนขึ้นมาทันทีว่า เนี่ย เป็นคำตอบของคนที่มองโลกในแงดี รู้มั้ย ไม่สังเกต ไม่คิดอะไรเลย ตอนที่ได้ฟังคำนี้ ความคิดก็แว่บขึ้นมาในหัวทันทีว่า ไม่จริงหรอก จริงๆ แล้วเราไม่ได้มองโลกในแง่ดีอะไรไปกว่าคนอื่นเลย

แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในคำปฏิเสธนั้นคือกำแพง ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้อง และป้องกันความปลอดภัยของหัวใจเราเองต่างหาก การปฏิเสธที่ว่า ไม่หรอกเค้าคงไม่คิดอะไรกับเราหรอกนั้นน่ะ มันคือการเตือนสติ และการยับยั้งชั่งใจของตัวเองว่า อย่านะ เธออย่าชะล่าใจ หรืออย่าได้ก้าวขาเข้าไป ถลำลึกลงไปในความรู้สึกหรือความสัมพันธ์เชียว จนกว่าจะมีอะไรที่แน่นอน หรือทำให้มั่นใจอย่างชัดเจนซะก่อน

มันก็เหมือนกับการยั้งใจไม่ให้ก้าวเข้าไป หรือถลำลึก คิดไปไกลเสียก่อนแค่นั้นเอง แต่ส่วนลึกในใจจริงๆ แล้วถ้าเราชอบใจ หรือพอใจคนนั้นก็คงจะกระหยิ่มยิ้มย่อง แอบภาวนาอยู่ลึกๆ ล่ะว่า ถ้าเป็นไปได้จริงก็ดีสิ ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ จะเป็นหรือคิดแบบนี้หรือเปล่านะ หรือบางทีอาจจะเป็นกลไกลการป้องกันอาการอกหักของตัวเองเพียงคนเดียวก็ได้ :D

0
Like

IceDEA ไอศกรีมหลายไอเดีย

มาต่อกันที่หอศิลป์วัฒนธรรมฯ (ฝั่งตรงข้ามมาบุญครอง) กันค่ะ ชอบบรรยากาศที่นี่เพราะมีแต่ศิลปะ เวลาเดินดูแล้วจะเพลินมากๆ เหมือนเรามีสมาธิกับศิลปะ (ที่เราไม่ได้ทำเอง) แล้วก็รู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกนึง หลุดจากความคิดที่วิ่งอยู่ในหัวตลอดเวลาออกไป ชอบความรู้สึกและบรรยากาศนี้มากๆ ถ้ามีเวลาว่างๆ และมีคนที่ชอบเหมือนกันไปเดินเป็นเพื่อนก็จะไปอีกแน่นอนค่ะ

ทีนี้ร้านที่อยากแนะนำก็คือ IceDEA ร้านไอศกรีมที่มีหลากหลายรสชาติ รสชาติแปลกๆ ด้วย ภายในร้านก็ตกแต่งได้น่ารัก ใช้ลายเส้นวาดผนังให้ดูเหมือนห้อง เป็นชั้น มีความอาร์ทอยู่ในร้านมากๆ ค่ะ สำหรับรสไอศกรีมที่ว่าแปลกก็จะว่า ไอศกรีมรสวาซาบิ รสขนมตะโก้ รสแบล็คฟลอเรส ฯลฯ รสอื่นๆ อีกเยอะเลยอ่ะค่ะ แปลกๆ ทั้งนั้น ราคาต่อถ้วยก็ 35 บาทถือว่ายังพอรับไหวอยู่กับการได้ลองลิ้มชิมรสไอศกรีมรสชาติแปลกๆ นะคะ

ส่วนที่เค้าทำเป็นรูปต่างๆ อย่างซูชิ ลูกเชอร์รี่ หรือทำเป็นข้าวในหม้อหุงข้าว ก็จะมีเฉพาะตอนที่ออกงาน Event เท่านั้นค่ะ ซึ่งงาน Event ที่จะมีเร็วที่สุดนี้ก็คือวันที่ 24 สิงหาคมที่ Pragon ค่ะ คิดว่าถ้ามีเวลาว่างก็จะไปเดินดูค่ะ ส่วนวันนี้ก็ดูจากภาพถ่ายไปแทนก่อนนะคะ อิอิ

อศกรีมในหม้อหุงข้าวจำลอง

อศกรีมทำเป็นสนามหญ้า

Black Forest Ice cream

Tako Ice cream ไอศกรีมรสขนมตะโก้

วันนี้สนุกมากๆ รู้สึกว่าได้เห็นอะไรใหม่ๆ แปลกๆ ถือว่าเป็นการเปิดตามากๆ สนุกสนานค่ะ จริงๆ แล้วไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็มีอะไรดีๆ แปลกๆ ใหม่ๆ ให้เราได้เห็นได้ค้นหาทุกที่นะคะ อยู่ที่ว่าเราจะหามันเจอแล้วไปเห็นมันด้วยตนเองหรือเปล่า ขอให้มีความสุขทุกคนนะคะ ^^ แล้วคราวหน้าถ้ามีโอกาสได้ไปไหนหรือมีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ อีกจะเอามาฝากค่ะ ^^

ปิดท้ายด้วยภาพถ่ายสนุกสนานที่ร้าน IceDEA อิอิ

0
Like

เราผ่านบางอย่าง..เพื่อพบบางอย่างเสมอ

เรื่องนี้เขียนไว้นานมากๆ แล้ว ได้ประโยคนี้มาจากพี่ชายคนนึง ที่เป็นคนที่คอยให้ความช่วยเหลือ และคำแนะนำดีๆ ตลอดเวลาที่รู้จักกันมา :)

“เราผ่านบางอย่าง เพื่อพบบางอย่างเสมอ”

เราผ่านบางอย่าง  ..  เพื่อพบว่า มีสิ่งใดบ้างที่เราเคยทำผิดพลาดไป
เราผ่านบางอย่าง  ..  เพื่อพบว่า บางครั้งเราก็ทำผิดและทำพลาด
เราผ่านบางอย่าง  ..  เพื่อพบว่า บางครั้งเราก็ทำในสิ่งที่ถูกนะ
เราผ่านบางอย่าง  ..  เพื่อพบว่า บางครั้งความถูกผิดก็ไม่สำคัญเท่าความรู้สึก

เราผ่านบางอย่าง  ..  เพื่อพบว่า อะไรคือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด
เราผ่านบางอย่าง  ..  เพื่อพบว่า อะไรคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด
เราผ่านบางอย่าง  ..  เพื่อพบว่า อะไรคือคำตอบในชีวิตของเรา

เราผ่านบางอย่าง  ..  เพื่อพบว่า ความสุขคืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร
เราผ่านบางอย่าง  ..  เพื่อพบว่า ความทุกข์คืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร
เราผ่านบางอย่าง  ..  เพื่อพบว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เช้า
เราผ่านบางอย่าง  ..  เพื่อพบว่า บางทีชีวิตคนเรามันก็ฮาอย่างนี้แหละ

เราผ่านคนบางคน  ..  เพื่อพบว่า แท้จริงแล้วคนๆ นั้นเป็นอย่างไร
เราผ่านคนบางคน  ..  เพื่อพบว่า ใครคือคนที่เราสามารถรักได้อย่างหมดใจ
เราผ่านคนบางคน  ..  เพื่อพบว่า ใครคือคนที่เราสามารถเกลียดได้หมดใจเช่นกัน
เราผ่านคนบางคน  ..  เพื่อพบว่า ใครคือคนสำคัญในชีวิตเรา

เราผ่านคนบางคน  ..  เพื่อพบว่า คนๆ นี้คือคนที่เราอยากเอ่ยคำว่า “ขอโทษ” มากที่สุด
เราผ่านคนบางคน  ..  เพื่อพบว่า คนๆ นี้คือคนที่เราอยากเอ่ยคำว่า
“ขอบคุณ” มากที่สุด
เราผ่านคนบางคน  ..  เพื่อพบว่า คนๆ นี้คือคนที่เราอยากเอ่ยคำว่า
“รัก” มากที่สุด

1
Like

เรื่องรักๆ ใคร่ๆ

ไม่รู้ทำไมเหมือนกันเวลาเพื่อนมีปัญหา อกหัก รักคุด หางานไม่ได้ มันต้องมาปรึกษาเราทุกที แต่ก็นะ เพื่อนอ่ะ สบายมากอยู่แล้วแค่นี้เรื่องเล็ก อย่างน้อยมันก็ยังน่าดีใจที่อย่างน้อยยังนึกถึงกันว่ายังมีเราเป็นเพื่อนเค้าอยู่นะ

ครั้งนึง เพื่อนอกหักแล้วก็มาคุยๆ กัน เพื่อนบอกไว้ว่า “ทราย..จำไว้นะ ถ้าจะรักหรือคบกับใครสักคน อย่ารักเขาให้มากกว่าที่เขารักเรา รักเขาน้อยๆ แล้วเราจะไม่เจ็บปวดมากมาย” ครั้งแรกที่ได้ยินก็รู้สึกว่าอือ มันก็แปลกๆ ไม่เห็นด้วยการที่จะรักใครสักคนคงไม่ต้องตั้งเงื่อนไขหรือบังคับใจตัวเองอะไรมากนัก

แต่พอวันนึงที่ได้คุยกับเพื่อนคนอื่นๆ ก็เริ่มรุ้สึกว่าอืมมม บางทีก็คงจะจริง คนที่เจ็บปวดจะเป็นจะตาย พร่ำเพ้อเมื่อเลิกกัน ก็เป็นคนที่รักอีกฝ่ายเหลือเกิน เป็นธรรมดาอ่ะนะถ้ารักใครน้อย ผูกพันน้อยมันก็จากกันได้อย่างไม่เจ็บปวดอะไรมากมาย

แต่ในความจริงแล้วทำได้จริงหรอ? เราสามารถบังคับว่าเราจะรักเขาให้น้อยๆ ได้เหรอ แล้วมันจะดีจริงเหรอ แล้วถ้าทุกคนคิดแบบนี้กันหมด แล้วเราจะรักกันจริงๆ ได้เหรอ เราจะเจอรักแท้ รักที่จะรักได้จริงๆ เหรอ? แล้วสังคมเราจะเป็นยังไง ถ้านึกถึงความรักในทุกรูปแบบ สังคมเราจะเป็นยังไงนะ? เป็นคำถามที่ไม่อยากได้คำตอบและไม่คิดหาคำตอบด้วย

ขอบคุณรูปสวยๆ  จาก Flickr

0
Like

Eat that Frog

เอาบทความเรื่อง Eat that frog มาให้อ่านกัน เป็นบทความของคุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ได้เขียนลงไว้ในนิตยสาร Mix Magazine แล้วก็เอามาลงใน iBusiness Magazine เดือนกุมภาพันธ์ นี้อีกรอบ

เทคนิค “Eat That Frog” นี้ สรุปออกมาเป็นหลักการง่ายๆ คือ ให้เราทำงานที่ยากที่สุดก่อนเสมอ อุปมาเหมือนกับ การตื่นมาแล้วต้องกินกบเป็นอาหารเช้า ถ้าเรากลั้นใจกินได้ วันนั้นทั้งวันก็คงจะไม่มีอะไรมาทำให้เราเครียดได้อีกแล้วล่ะครับ เพราะเราเครียดสุดๆ ไปตั้งแต่ตอนกินกบแล้ว

ซึ่งเมื่อเรานำหลักการนี้ไปใช้แล้ว เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างมากครับ เพราะตามกฏ 80/20 ของพาเรโต้ กล่าวไว้ว่า“งานเพียง 20% ที่เราทำ จะส่งผลถึงความก้าวหน้าในอาชีพถึง 80%”



และโดยมากแล้วงาน 20% ที่จะทำให้เราก้าวหน้าก็คือ งานที่ยากที่สุด ลำบากที่สุดในการทำนั่นเอง

สาเหตุที่คนส่วนมากไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก็เพราะว่า คนเรามักจะชอบทำงานง่ายๆ ที่ไม่มีความสำคัญก่อนเสมอๆ บางคนพอไปถึงที่ทำงานก็นั่งเช็คอีเมล์ก่อน แล้วก็นั่งคุยโทรศัพท์ ทำงานอีกนิดหน่อย ก็พักทานอาหารกลางวัน พอกลับตอนบ่ายก็รู้สึกง่วงๆ เลยนั่งเล่นอะไรอีกนิดหน่อย พอจะเริ่มทำงานก็ใกล้จะ 4 โมงเย็นแล้ว ก็คิดว่าคงทำงานยากๆ ไม่เสร็จ เก็บไว้ทำพรุ่งนี้ดีกว่า แต่สุดท้ายแล้ว วันพรุ่งนี้ก็จะไม่ค่อยมาถึง และก็มักจะลงเอยด้วยการรีบทำงานชิ้นสำคัญให้เสร็จก่อนกำหนดอย่างลวกๆ เพียงเพราะไม่ยอมทำมาก่อนหน้านั้น

ทั้งๆ ที่เมื่อเราตื่นเช้ามา เป็นช่วงที่เราเพิ่งได้พักผ่อนมาอย่างเต็มที่ สมองเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และพร้อมทำงานหนักได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าหากเราบังคับตนเองให้ใช้ทำงานที่ยากได้ตั้งแต่ตอนเช้า แล้วทำไปเรื่อยๆ จนเสร็จ รับรองว่างานชิ้นสำคัญของคุณจะออกมาได้ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างแน่นอนครับ

และเมื่อคุณทำงานชิ้นยากๆ หรือทำงานที่มีความสำคัญมากๆ เสร็จไปแล้ว สารเอนโดฟินในสมองของคุณจะหลั่งออกมา ทำให้คุณรู้สึกฮึกเหิม และจะมีไฟในการทำงานย่อยๆ ให้เสร็จได้อีกเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็วครับ

ในทางปฏิบัติแล้ว เทคนิค Eat That Frog นำไปปรับใช้ได้ง่ายๆ ดังนี้

1. ในทุกคืนก่อนนอน หรือ ทุกเช้า เมื่อคุณมาถึงที่ทำงาน ให้คุณเขียนระบุงานที่ต้องทำทั้งหมดในวันนั้น โดยอาจจะจดใส่กระดาษ หรือ พิมพ์ลงในคอมพิวเตอร์ก็ได้ ซึ่งถ้าจะให้ดีที่สุด ควรจะเขียนงานที่ต้องทำลงไปประมาณ 10 อย่าง (ถ้างานบางอย่างคิดว่าเยอะและทำวันเดียวไม่เสร็จ ให้ลองแยกงานใหญ่นั้นออกเป็นงานย่อยหลายๆ ชิ้น)

2. ทำการเรียงลำดับงานทั้งหมด โดยเรียงให้งานที่มีความสำคัญสูงที่สุด อยู่อันดับ 1 และงานที่สำคัญน้อยลงมาอยู่อันดับ 2 และเรียงต่อกันไปเรื่อยๆ

3. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทำงานใน อันดับที่ 1 และ 2 ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด โดยในระหว่างที่ทำงานอยู่ จะไม่ว่อกแว่ก ไม่พูดคุยเล่นกับคนอื่น ไม่โทรศัพท์ ไม่เล่น MSN เป็นต้น

4. เมื่อทำงานในลำดับที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้รีบทำงานลำดับที่ 2 ต่อไป จนกว่าจะเสร็จถึงค่อยออกไปเดินยืดเส้น ยืดสาย ทานกาแฟ เพื่อผ่อนคลาย

5. ถ้าหากถึงเวลาพักกลางวันแล้ว ยังทำงานอันดับที่ 1 และ 2 ไม่เสร็จ ก็ขอให้รีบทานข้าว แล้วขึ้นมาทำงานต่อจนกว่าจะเสร็จ เพราะยิ่งเราพักนาน ไฟในการทำงานจะเริ่มมอดลงเรื่อยๆ

6. พยายามบังคับตนเองให้ทำงานอันดับ ที่ 1 และ 2 เสร็จก่อนเสมอ จึงค่อยกลับบ้านได้ เพราะว่างานทั้ง 2 อย่างนี้ คือ งานที่สำคัญที่สุด 20% ที่จะมีอิทธิพลและส่งผลให้คุณก้าวหน้าถึง 80% ในหน้าที่การงานนั่นเอง

7. สำหรับงานที่เหลือในลำดับที่ 3 – 10 เป็นต้นไป ให้รีบใช้เวลาทำงานที่เหลืออยู่ของวัน จัดการให้เสร็จทั้งหมดให้ได้ ถ้าหากไม่เสร็จจริงๆ ให้นำไปอยู่ในรายการงานที่ต้องทำในวันต่อไป
ที่นำมานี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างคำแนะนำในการใช้กฎ Eat that Frog เพื่อการพัฒนาตนเองในการทำงาน ซึ่งยังมีกฎข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเช่น Going extra mile สามารถเข้าไปอ่านได้เพิ่มเิติมที่ iBusiness Magazine : February 2010 ค่ะ
http://www.infogination.com/imagazine

0
Like

โครงการพิมพ์หนังสือให้น้องๆ ตาบอด

สวัสดีปีใหม่ (ล่วงหน้า)ค่ะ

ใกล้วันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่เ้ข้าไปทุกทีนะคะ บางคนก็อาจจะมีแพลนไปเที่ยวต่างจังหวัด บางคนก็อาจจะกลับบ้านต่างจังหวัด แต่สำหรับทรายไม่มีบ้านต่างจังหวัดให้กลับ ก็คงอยู่เที่ยวเล่นในกรุงเทพฯ ไปเรื่อยๆ ก็ถือว่าได้บรรยากาศของกรุงเทพฯ อีกแบบนึงนะคะ แบบที่คนไม่เยอะมาก รถไม่ต้องติด ไปไหนมาไหนกสะดวก สบายกว่าช่วงปรกติ

เมื่อไม่นานนี้ทรายมีโอกาสได้รู้เรื่องเกี่ยวกับพิมพ์หนังสือให้กับน้องๆ ตาบอดมา แล้วก็เคยทวีตไว้ใน Twitter ซึ่งก็มีเพื่อนๆ นั้นสนใจกันหลายคนทีเีดียว และได้สอบถามข้อมูลเข้ามาว่าต้องทำอย่างไรบ้าง มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

สำหรับการพิมพ์หนังสือให้น้องๆ ตาบอดนั้นก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้น้องๆ นั้นได้อ่านหนังสือที่ดี มีประโยชน์ นอกจากวิธีการอ่านหนังสือเสียงนะคะ การพิมพ์หนังสือให้น้องๆ ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากเลย ขอแค่มีใจที่อยากจะทำ และอดทนนิดๆ หน่อยๆ ค่ะ สำหรับขั้นตอนการพิมพ์ก็ไม่ยุ่งยากค่ะ

1. เลือกหนังสือที่ต้องการพิมพ์ แล้วแจ้งให้กับศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอดทราบก่อนนะคะ จะได้ตรวจสอบว่าหนังสือที่เราจะพิมพ์นี้มีคนพิมพ์ไปหรือยังค่ะ เบอร์ติดต่อ 0-2583 6518 ค่ะ

2. เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ก็ลงมือพิมพ์เนื้อหาจากหนังสือ ลงไฟล์ MS WORD พิมพ์แบบธรรมดา ไม่ต้องเว้นหน้าเมื่อจบบท ให้พิมพ์ิติดต่อกันลงมาเรื่อย ๆ เลยค่ะ

3. เมื่อเราพิมพ์เนื้อหาจนครบตามหนังสือแล้ว ก็ส่งไฟล์ให้กับทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบค่ะ ทั้งนี้เราต้องส่งตัวหนังสือให้กับเจ้าหน้าที่ไปด้วยนะคะ ถ้าใครไม่สะดวกให้หนังสือก็ซีรอกซ์ แล้วส่งไปก็ได้ค่ะ

4. เมื่อทางเจ้าหน้าที่ได้รับไฟล์ของเราและได้ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะนำไฟล์ที่เราพิมพ์นั้นไปจัดทำเป็นอักษรเบลล์ให้กับน้องๆ ได้อ่านหนังสือต่อไปค่ะ

เพียงแค่นี้เองค่ะ เราก็สามารถช่วยให้น้องๆ ได้มีโอกาสอ่านหนังสือดีๆ แล้ว แต่ในระหว่างที่พิมพ์นั้นต้องอาศัยเวลา และความอดทนเหมือนกัน ตอนที่ทรายพิมพ์แรกๆ นั้นคิดว่าง่ายไม่ยากอะไรเลย แต่พอเอาเข้าจริงกว่าจะพิมพ์ได้แต่ละหน้า ก็ใช้เวลาไปพอสมควรเหมือนกัน

แนะนำว่าสำหรับคนที่เพิ่งเคยเริ่มพิมพ์ครั้งแรก ลองเลือกหนังสือที่มีความหนาไม่มากก่อนนะคะ เดี๋ยวจะท้อก่อนที่จะพิมพ์เสร็จกันเสียก่อน สำหรับทรายเองก็พิมพ์เสร็จไปแล้วเล่มนึงค่ะ และก็ส่งให้กับทางเจ้าหน้าที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็กำลังพิมพ์เล่มที่ 2 อยู่ค่ะ

ยังไงก็ถือว่าช่วยเหลือกันนะคะ สิ่งที่เราทำให้น้องๆ เค้านั้นไม่เหนือบ่ากว่าแรง หรือความสามารถของเราเลยสักนิด เรามีโอกาสที่ดีกว่า้น้องๆ เค้าเยอะมากที่ได้อ่านหนังสือด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาสมากกว่าเราก็ควรแบ่งปันโอกาสและสิ่งดีๆ ให้กับคนที่มีโอกาสน้อยกว่าเราบ้างนะคะ เชื่อเถอะค่ะว่าคนที่ตั้งใจทำให้ด้วยใจจริงๆ จะรู้สึกมีความสุข อิ่มใจและภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองทำแน่นอนค่ะ

“ยิ่งใ้ห้ ยิ่งได้รับ”

0
Like

มุมมองความรัก

ขอบคุณ Fwd Mail ดีๆ ที่เพื่อนๆ ส่งมาให้อ่านเสมอๆ รูปภาพนี้ที่เห็นลายน้ำ จะมาจากเว็บไซต์ yenta4.com

image001

image002

image003

image004

image005

image006

image007

image008

image009

image010

image011

image012

0
Like

สิ่งที่ฉันเป็น

122“คนจะมองอย่างไร ฉันจะไม่สนใจ เพราะเนื้อแท้ที่เราเป็นจริงๆ ต่างหากที่สำคัญ” หากการคบกัน รู้จักมันไม่ได้ทำให้รู้จักกันจริงๆ ก็คงจะไม่เป็นไร โลกเราสังคมเราก็เป็นแบบนี้หล่ะ

และหากการที่ได้ฟังคำคนมา แล้วจะทำให้ไม่เชื่อในตัวของเรา ก็คงจะไม่เป็นไรอีกเช่นกัน คงไม่โกรธ แต่คงเสียใจอยู่ลึกๆ แต่จะเป็นไรไป โลกเราสังคมเรา ชีวิตจริงคนเราก็เป็นอย่างนี้ล่ะเนอะ

สิ่งที่เราเป็นจริงๆ ต่างหากที่สำคัญ หาที่ยืน หาพื้นที่ที่เป็นของเราจริงๆ ไว้สักที่ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็กลับไปยืนอยู่ตรงที่ที่ของเรา คงมีสักที่ที่เป็นของเราจริงๆ ที่ทำให้เรามีความสุข และสบายใจได้ แม้จะไม่ต้องมีใครก็ตาม บางทีก็ควรคุยกับตัวเอง อยู่กับตัวเองบ้าง ถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริง ชอบจริงๆ มีความสุขกับมันจริงๆ

วันนี้อาจจะดูเพ้อสักเล็กน้อย แต่ทุกครั้งที่เหนื่อยๆ และรู้สึกแย่ มักจะคุยกับตัวเองแล้วก็ปลอบใจตัวเองให้กำลังใจตัวเอง  คำๆ นึงที่มันจะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้มากก็คือคำว่า “ช่างมันบ้างก็ได้” ไม่ต้องเก็บทุกคำพูดทุกการกระทำของคนอื่นมาใส่ไว้ในใจ ในความคิดของเราตลอดเวลา เราไม่สามารถห้ามคำพูด หรือการระทำของอื่นได้ แต่เราห้ามตัวเราเองได้ว่าเราจะรับคำพวกนั้นของเขาหรือไม่

มั่นใจและมั่นคงในสิ่งที่ตัวเองเป็น “เนื้อแท้ที่เราเป็นจริงๆ ต่างหากที่สำคัญ” แล้วสิ่งที่เราเป็นมันจะพิสูจน์ออกมาให้คนอื่นเห็นเอง และถึงจะไม่มีใครเห็นก็คงจะไม่เป็นไรอีกเช่นกัน

“มั่นใจหนักแน่นกับสิ่งที่ตัวเองเป็นจริงๆ ก็พอ (สิ่งที่เป็นต้องคิดว่ามันถูกต้องแล้วนะ)”

รูปประกอบของใครไม่ทราบจริงๆ ยังไงขออนุญาตนำภาพมานะคะ

0
Like

ขอบคุณ

มีเพลงอยู่เพลงอยู่เพลงนึง ทุกครั้งที่ฟังจะนึกถึงพ่อขึ้นมาทุกที “ขอบคุณ” รู้สึกว่าผู้ชายในเนื้อเพลงนั้นตรงกับพ่อเรามากๆ ไม่รู้ว่าจะพูดคำว่า “ขอบคุณ” สักกี่คำถึงเท่ากับความรู้สึกที่อยากขอบคุณจริงๆ ได้ และที่สำคัญก็คงไม่เท่ากับสิ่งดีๆ ทั้งหมดที่พ่อทำเพื่อเราได้เหมือนกัน แต่ยังไงก็ยังอยาก ขอบคุณ อยู่ดี

ขอบคุณและรักป๊าค่ะ ^___^

- ผู้ชายคนหนึ่ง อาจจะไม่ได้เป็นสามีที่ดีของภรรยาอะไรมากมาย อาจจะมีข้อเสียบ้าง มีข้อผิดพลาดบ้าง
- ผู้ชายคนหนึ่ง อาจจะไม่ได้เป็นลูกที่ดีเด่อะไรมากมาย อาจจะเกเรบ้าง ดื้อบ้างไปตามประสา
- แต่ผู้ชายคนหนึ่งคนนั้น เป็น “พ่อ” ที่ดีที่สุดสำหรับ “ลูกสาว” คนนี้เสมอ


“โปรดจงรู้ไว้เถิด ผู้หญิงคนนึงตลอดเวลาอยากขอบคุณจากใจ ที่เธอได้ยืนอยู่เมื่อภายในใจอ่อนแอและหวั่นไหว”


MusicPlaylistRingtones
Music Playlist at MixPod.com

0
Like

นัยอันล้ำลึกของคำว่า..ขอบคุณ..

ATT956827

ได้รับ Fwd เมล์มา เป็นประโยคดีๆ ของท่านว.วชิรเมธี มีภาพประกอบประโยคด้วย เรียกว่าสวยงามทั้งภาพและคำพูด เลยถือโอกาสขอนำมาขึ้นที่บล็อก เพื่อจะให้ใครอีกหลายๆ คนที่อาจจะไม่มีโอกาสได้รับ Fwd เมล์ดีๆ แบบนี้ ได้อ่านกัน จะได้นำไปเป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตต่อไป ^ ^

ATT956828

ขอบคุณ..“ความไม่มี”..ที่ทำให้รู้วิธีลุกขึ้นสู้

ATT956829

ขอบคุณ..“ความยากจน”..ที่ทำให้เป็นคนมุมานะ

ATT956830

ขอบคุณ..“ความล้มเหลว”..ที่ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ

ATT956831

ขอบคุณ..“ความผิดพลาด”..ที่ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม

ATT956832

ขอบคุณ..“ความริษยา”..ที่ทำให้กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่

ATT956833

ขอบคุณ..“คำวิพากษ์วิจารณ์”..ที่ทำให้ผลิบานอย่างไร้ตำหนิ

ATT956834

ขอบคุณ..“ความไม่รู้”..ที่ทำให้รู้จักกับครูชื่อว่าประสบการณ์

ATT956835

ขอบคุณ..“ความผิดหวัง”..ที่ทำให้ตั้งสติเพื่อลุกขึ้นมาใหม่

ATT956836

ขอบคุณ..“ศัตรูที่แกร่งกล้า”..ที่ทำให้เรารู้ว่ายังไม่ใ่ช่มืออาชีพ

ATT956837

ขอบคุณ..“มหกรรมคอรัปชั่น”..ที่ทำให้เราอยากสร้างสรรค์การเืมืองใหม่

ATT956838

ขอบคุณ..“ความป่วยไข้”..ที่ทำให้เราตั้งใจดูแลสุขภาพ

ATT956839

ขอบคุณ..“ความทุกข์”..ที่ทำให้รู้ว่า ความสุข มีค่าแค่ไหน

ATT956840

ขอบคุณ..“ความพลัดพราก”..ที่ทำให้เราสละจากความยึดมั่นถือมั่น

ATT956841

ขอบคุณ..“เพลิงกิเสส”..ที่ทำให้เรามีเหตุอยากถึงพระนิพพาน

ATT956842

ขอบคุณ..“ความตาย”..ที่ทำให้ฉากสุดท้ายของชีวิตสมบูรณ์แบบ

 

You need to log in to vote

The blog owner requires users to be logged in to be able to vote for this post.

Alternatively, if you do not have an account yet you can create one here.

Powered by Vote It Up