Archive | Diary RSS feed for this section

Slow life at สวนโมกข์

28 Dec

วันนี้ใช้ One free day ที่ออฟฟิศให้มา  1 วันไปกับการทำภารกิจสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นปีให้สำเร็จ เมื่อตอนต้นปีเขียนไว้ว่าสิ่งที่จะต้องทำให้สำเร็จในปี 2554 มีอยู่ 7 เรื่อง สรุปแล้วทำสำเร็จไป 3 เรื่อง ซึ่งเรื่องที่ทำสำเร็จล้วนแต่เป็นเรื่องนอกกายทั้งนั้น อีก 4 เรื่องที่ทำไม่สำเร็จนี่ก็เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ

ดังนั้นเมื่อมีโอกาสก็เลยขอใช้ Free day ที่ได้มานี้ไปกับการทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จ ก็เลยไปสวนโมกข์ซะเลย อย่างน้อยเราอาจจะไม่สามารถทำได้ทุกวันแต่อย่างน้อยก็ขอให้มีสักวันที่ได้กลับไปใช้ชีวิต ความคิด จิตใจ ให้สงบลง เดินให้ช้า หายใจให้ช้า คิดให้ช้า ทำอะไรๆ ให้ช้าลง คิดถึงคนอื่น ใช้ใจเขาใจเราเข้า ซึ่งมันก็ดีนะ ถึงแม้จะเป็นแค่หนึ่งวัน แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำเลยซักวัน จริงมั้ย? ;)

ที่ตั้งใจไปสวนโมกข์ก็เป็นเพราะชอบคำสอนและมรดกที่ท่านพุทธทาสภิกขุทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างเราๆ คำสอนของท่านเป็นจริง และเป็นไปตามธรรมชาติโดยแท้ มีอยู่ประโยคนึงที่ไปอ่านมีคนเขียนไว้ว่า นานๆ ทีจะมีคนอย่างท่านพุทธทาสฯ นะ 10 ปี 20 ปี 100 ปีจะมีสักคนนึงที่มั่นคง เข้าใจ และหลุดพ้นจากสิ่งที่มนุษย์และโลกเป็น ออกไปไกลละ กลับมาที่สวนโมกข์กันต่อดีกว่า เมื่อมาถึงสวนโมกข์ ชั้นที่ 1 จะเป็นศูนย์ขายหนังสือมีทั้งหนังสือธรรมะ ประวัติ คำสอน มรดกที่เกี่ยวกับท่านพุทธทาสฯ เอาไว้ ขอบอกว่าพอเดินเข้ามาแล้วร่มรื่นเย็นสบายมากๆ เสร็จแล้วก็แวะขึ้นไปที่ชั้น 2

สำหรับชั้น 2 จะเป็นส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการ ภาพวาดที่สอดแทรกคำสอนและมีคำแปลความหมายจากท่านพุทธทาสฯ เอาไว้ และมีห้องแสดงนิทรรศการนิพพานชิมลอง และมีห้องปฏิบัติธรรมทำสมาธิด้วย  เดินดูรูปแล้วอ่านไปด้วยก็เพลินดี เพลินมากๆ เรื่องนึงที่อ่านแล้วจำได้แม่นก็คงเป็นเรื่องที่แปลจากนิทานออกมา “ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ย่อมมีเหตุและปัจจัยทั้งสิ้น” “จิตของเราโดยพื้นฐานแล้วเป็นจิตที่ว่างเปล่า หรือเรียกว่าจิตประภัสสร แต่คนเรามักเอาความคิด ความรู้สึกต่างๆ ใส่เข้าไปในจิตมนุษย์จึงแตกต่างกัน ร้อยนิสัยพันสันดาน” (อันนี้ใส่เองค่ะ)

“เมื่อใดก็ตามที่เกิดคำว่าตัวกู ของกู ตัวสู ของสู ขึ้นมาในความคิด เมื่อนั้นแลความทุกข์จะเริ่มเข้าครอบงำและกัดกร่อน กัดกินเวลาแห่งความสุข สงบในจิตใจ”


หลังจากที่เดินดูรูปวาดพร้อมนิทานคำสอนแล้ว ก็ลองเข้าห้องนิทรรศการ “นิพพานชิมลอง” ดู concept ของห้องนี้อยู่ที่ให้ลองดูก่อน เมื่อลองแล้วชอบค่อยปฏิบัติ แต่ถ้าลองแล้วไม่ชอบก็ไม่ต้องปฏิบัติ เริ่มต้นที่แรกจะมีโต๊ะพร้อมกับตราประทับ 20 แบบ ให้เราเลือกปั๊มลงบนไปรษณียบัตร หลังจากนั้นเขียนชื่อที่อยู่ แล้วหยอดทิ้งไว้ในกล่อง เดี๋ยวเค้าจะจัดส่งไปรษณียบัตรนี้มาให้เรา ตราประทับทั้ง 20 แบบก็มีลายต่างกันออกไป แต่เราเลือกลายที่ 20 ซึ่งเขียนไว้ว่า “ยิ่งโง่ ก็ยิ่งคิดว่า กูฉลาด” เก็บไว้คอยสอนคอยเตือนตัวเอง

หลังจากนั้นก็เริ่มเดินผ่านเข้าสู่โซนที่ 1 ไป 2 สำหรับโซนที่ 2 นี่คิดว่าน่าจะเป็น Highlight ที่สุดนะ เพราะห้องนี้เป็นลานโล่งกลม และมีเบาะล้อมรอบให้นั่ง มีจอโปรเจคเตอร์ฉายภาพและเสียงให้เรานั่งสมาธิ สำหรับห้องนิทรรศการนี้ชอบโซนนี้ที่สุด ก่อนเริ่มทำสมาธิเราคิดว่ายากและก็มันดูไกลตัวจากเรามาก และคงจะลองแค่แป๊บเดียวพอ แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว นั่งทำได้ประมาณ 20 นาที สงบ เงียบ เบาตัว ชั่วขณะที่ทำเราจะลืมสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวไปเลย ลืมไปว่าในห้องนั้นมีอยู่กี่คน ใครลุก ใครนั่ง ใครเข้า ใครออก แม้แต่เสียงดนตรีที่เปิดอยู่เราก็ลืมและไม่ได้ยินเลย พอนั่งแล้วสบายแล้วก็รู้สึกว่าอืมขอนั่งต่ออีกสักพักล่ะกัน เลยนั่งไปประมาณ 20 นาที

เสร็จแล้วก็เดินต่อไปโซนที่ 3 ทางเดินเป็นก้อนหิน ทุกย่างที่เราเดินและเหยียบไปเย็นเท้าดี แต่เข้าใจว่าน่าจะบอกให้เรารู้ทุกย่างก้าวที่เราเดินมากกว่า จากโซนนี้ไปสู่โซนที่ 4 เป็นจอทีวี เราสามารถสัมผัสที่หน้าจอเพื่ออ่านคำสอนต่าง ได้ จากจุดนี้ที่อ่านก็เป็นเรื่องของ ตัวกู ตัวสู เสร็จแล้วก็ไปโซนที่ 5 เป็นก้อนหินพูดได้ โซนนี้ก็ชอบนะ ใครที่เข้ามาสามารถพิมพ์ข้อความ โดยจะมีคีย์บอร์ดวางอยู่บนก้อนหินให้เราพิมพ์ พอ Enter แล้วข้อความก็จะไปขึ้นโชว์ที่หน้าจอมอนิเตอร์ เราพิมพ์ไป 2 ประโยคว่า “ความสุขอยู่ที่ใจเรา ไม่ได้อยู่ที่ใคร” และ “ชีวิตนี้ ถ้าเศร้าเราขาดทุน” โซนสุดท้ายทิ้งท้ายไว้ เสร็จแล้วก็ออกมาจากห้อง แล้วก็ไปนั่งอ่านหนังสืออีกนิดหน่อยตรงลานด้านขวามือแล้วก็กลับล่ะ

ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาแค่สั้น แต่เวลาสั้นๆ นี้แหละที่ทำให้เราได้ใช้ชีวิตแบบเงียบๆ คิดช้า ทำช้าๆ ให้ชีวิตร่างกายได้สงบลงบ้าง ต้องขอบคุณบริษัทที่ให้เรามีวัน Free day ได้ทำอีกสิ่งที่ตั้งใจทำตั้งแต่ต้นปีสำเร็จ ^_^

การเดินทางไปสวนโมกข์ สำหรับคนไม่มีรถ วิธีที่ง่ายสุดนะ นั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานีพหลโยธินแล้วออกทางออกที่ไปเซ็นทรัลลาดพร้าว จะเจอสวนสาธารณะให้เดินทะลุสวนฯ ไปอีกฝั่ง (ฝั่งสำนักงานปตท.) ข้ามสะพานลอยแล้วเรียกมอเตอร์ไซต์รับจ้าง บอกไปสวนโมกข์ 10 บาท หรือจะเรียกมอเตอร์ไซค์ฯ ตั้งแต่ตรงทางออกรถไฟใต้ดินเลยก็ได้ ราคา 40 บาท

ณ เชียงราย (วันสุดท้าย)

4 Oct

วันที่ 3 เที่ยววันสุดท้ายที่เชียงราย วันนี้ชิลแบบสุดๆ เพราะไม่มีแผนอะไรเลย อิอิ เริ่มตอนเช้าด้วยการว่ายน้ำที่โรงแรม ทานอาหารเช้าพักผ่อนนั่งอ่านหนังสือนิดๆ หน่อยๆ ทุกครั้งที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดมักจะต้องเอาหนังสือของ ปราย พันแสงติดตัวไปเสมอ เปลี่ยนเล่มไปเรื่อยๆ คราวนี้เอาเรื่องรักใครไปอ่าน เจอประโยคนึงที่ ศุ บุญเลี้ยงเขียนไว้ให้  “ทุกวันนี้เรามีคนโดดเด่นอยู่มากมาย แต่แห้งแล้งความรู้สึกและขาดแคลนความจริงใจ” อ่านไปได้นิดๆ หน่อยก็ check out ออก

ร้านกาแฟดอยช้าง

แล้วไปนั่งร้านกาแฟที่ร้านดอยช้าง แป๊บนึง อ่านหนังสือต่อ กินกาแฟอีกนิด สั่งกาแฟดอยช้างมาชิม แปลกใจที่มาเที่ยวรอบนี้ไม่มีกาแฟถูกใจเลยสักร้าน 555 นั่งสักพักเราก็ไปหาข้าวกินกันแล้วก็ไปซื้อของฝากที่ร้านสุจินต์ ไส้อั่วกับน้ำพริกอร่อยค่ะ

วัดร่องขุ่่น

เสร็จแล้วก็ไปเที่ยววัดร่องขุ่นต่อค่ะ มาถึงเชียงรายไม่ไปไม่ได้ค่ะ วัดร่องขุ่นสวยมากมีความอ่อนช้อยกว่าจะทำออกมาได้ขนาดนี้นับถือมากๆ ค่ะ ต้องใช้เวลา ความประณีตมากๆ จริงๆ และด้วยความที่ใส่กางเกงขาสั้นไปเลยต้องนุ่งผ้ายาวเพื่อความเรียบร้อย คราวนี้เลยได้กลายร่างเป็นแม่หญิงจริงๆ ไปเลยค่ะ 555 เดินชมวัดแล้วเข้าไปชมงานเขียนของอ.เฉลิมชัย แล้วแบบว่าขนลุกมากๆ ขนลุกจริงๆ งานเขียนทุกงานมีความสวยงาม ที่สำคัญมีมิติ รู้สึกว่า อ.เป็นคนที่ใช้สีน้ำเงินและสีฟ้าได้สวยมากนะ เดินดูไปขนลุกไป สุดยอดจริงๆ ค่ะ ไว้คราวหน้าจะถ่ายรูปโปสการ์ดรูปที่ซื้อมาให้ดูค่ะ เราเห็นว่าที่วัดนี้จะมีตู้เก็บของด้วย แต่เป็นของที่นักท่องเที่ยวลืมวางทิ้งไว้นะ ก็จะเก็บมารวมๆ ไว้ในตู้ดีเหมือนกันนะ ชอบการได้เดินดูงานศิลปะแบบนี้มันทำให้เราหลุดไปอีกโลกนึง ได้สัมผัสกับความคิดความรู้สึกของงานศิลปะ ได้หยุดนิ่ง ได้สัมผัสกับสิ่งที่เราไม่สามารถจับต้องมันได้ ทำให้หัวใจเราหยุดวุ่นวายอยู่นิ่งๆ ได้คิดได้จินตนาการ รู้สึกเต็มและอิ่มกับงานศิลปะจริงๆ :)

ถนนคนม่วน (ถนนคนเดินวันอาทิตย์)

เสร็จแล้วเราก็มาเดินเล่นกันที่ถนนคนม่วน เป็นถนนคนเดินวันอาทิตย์อีกสายหนึ่งค่ะ ของขายก็คล้ายๆ กับถนนคนเดินวันเสาร์เลย แต่วันนี้เพลียมากเลยเดินได้ไม่มากเท่าไหร่ นักพักทานโน่นนี่ไปรอคุณหนึ่ง (ผู้มีอุปการคุณ 555)มารับเราไปส่งสนามบินกลับกรุงเทพ ระหว่างทางแอบสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมถนนเส้นที่มุ่งหน้าไปสนามบินถึงได้เงียบ และมืดจัง มันควรจะเป็นถนนสายหลักที่สว่างสิเพราะมันเป็นทางไปสนามบิน นักท่องเที่ยวก็เยอะนะ แอบสงสัยนิดนึง อย่างหนึ่งที่ชอบภาคเหนือไม่ว่าจะเป็นเชียงราย หรือ เชียงใหม่ก็ตาม เรารู้สึกว่าคนที่นั่นเค้าใจดี ใจเย็น ยิ้มแย้ม มีน้ำใจให้กับคนอื่นมาก ไม่ขี้เหวี่ยงไม่ขี้หงุดหงิดเหมือนคนในเมืองอ่ะ ชอบมาก

ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งหลังจากไปเหนือไม่ว่าจะเชียงรายหรือเชียงใหม่คืออาการคลุ้มคลั่งอยากไปอยู่ที่โน่นทุกครั้ง ไปทำงานไปอยู่มีบ้านอยู่ที่โน่นก็ได้นะ มันชอบอย่างบอกไม่ถูกเลย เป็นความรู้สึกที่ติดค้างมาตลอดและเป็นทุกครั้งที่ได้ไปเหนือ กลับมาจะคลุ้มคลั่งหนักหน่อย บ่นเยอะหน่อยว่าอยากไปอยู่ พอเวลาผ่านไปความรู้สึกนี้ก็ยังอยู่อยู่ดี มันไม่เคยหายไปจากความรู้สึกเลยนะ ไอการอยากไปอยู่เหนือเนี่ย สักวันมั้ย จะมีสักวันมั้ยที่ได้ไปอยู่ เดี๋ยวเดือน 11 จะไปเชียงใหม่อีก สงสัยจะได้คลุ้มคลั่งกับความรู้สึกนี้ตายแน่ๆ 555 จบแล้วจ้าเที่ยว 3 วันแบบไม่แพลนอะไรเท่าไหร่ ชิลกันเหลือเกิน 555

ณ เชียงราย (ภาคต่อ)

2 Oct

บ้านดำ

วันที่ 2 มาแล้วจ้า วันนี้เราจะช็อปๆๆๆ กันทั้งวันเลย อิอิ วันนี้เราเช่ารถในราคาที่ถูกมากกก รถเก๋ง Hyndai แอร์เย็นเจี๊ยบลุงคนขับใจดีในราคา 1300 พร้อมคนขับรถและน้ำมัน (แต่สุดท้ายก็เพิ่มให้ล่ะเพราะอยู่ดึก) เริ่มเที่ยวที่แรกด้วยบ้านดำของอ.ถวัลย์ ดัชนี ที่เน้นโทนสีดำ และบ่งบอกเตือนสติเราได้มากพอสมควรนะ

สักวันหนึ่งเราก็ต้องละสิ่งที่เป็นตัวเราออกไป ไม่เหลืออะไรที่บอกได้ว่า “เป็นของเรา” เพราะไม่เคยมีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริง

Parabola Coffee Shop

ระหว่างทางที่จะไปดอยตุงมีร้านกาแฟร้านนีงที่มีคนแนะนำมาว่าต้องแวะคือร้าน Parabola ตกแต่งร้านน่ารักดีเหมือนกัน แต่ในความรู้สึกเหมือนยังแต่งได้ไม่สุดอ่ะ 555 มันน่าจะเก๋ได้มากกว่านี้ เลยไปลองกาแฟซะหน่อยสั่ง Parabola Ice coffee รสขาติกาแฟก็ไม่ได้น่าเกลียดแต่ก็ไม่ได้ประทับใจ สรุปคือเฉยๆ อ่ะ 555 มันธรรมดามากจริงๆ นะ คล้ายๆ Black Canyon แต่อ่อนกว่า หวานน้อยกว่า สำหรับคนอื่นอาจจะชอบก็ได้นะแต่สำหรับเราเฉยๆ อ่ะ

พระตำหนักดอยตุง

เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไปเที่ยวที่พระตำหนักดอยตุงต่อ ที่นี่อากาศดีมาก ได้เข้าใจและรู้สึกถึงการมาสูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอดจริงๆ สำหรับค่าเข้าชมที่พระตำหนักดอยตุงจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนของสวน ส่วนของพระตำหนัก อีกส่วน(จำไม่ได้ แหะๆ) แต่ด้วยความที่เดี๋ยวเรากลัวจะมีเวลาไปเดินแม่สายไม่พอเลยเลือกเข้าที่สวนดอกไม้อย่างเดียว แค่สวนดอกไม้ก็เดินถ่ายรูปๆ นานแล้วล่ะ เดินๆ ไปก็คิดว่าอืม ถ้ามาหน้าหนาวบรรยากาศคงดีมากๆ นี่ขนาดมาหน้าฝนยังดีเลย เดินถ่ายรูปไปมาแล้วก็แวะไปนั่งกินมาม่ากับเครื่องดื่มที่ร้านดอยตุง คราวนี้คงสั่งกาแฟไม่ไหวล่ะ ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงจัดกาแฟไปแล้ว 2 เลยขอผ่าน สั่งชาไทยนมมาลองกินดู ไม่ค่อยประทับใจอีกเหมือนกัน เพราะมันหวานมากๆ เกินไป แต่บรรยากาศดี และพนักงานก็บริการได้อย่างน่ารัก เสร็จแล้วมุ่งหน้าไปแม่สายกันต่อนะคะ

แม่สาย

มาถึงแม่สายก็ต้องข้ามไปฝั่งพม่า ก่อนข้ามไปต้องไปทำหนังสือขอผ่านราคา 30 บาท เสร็จแล้วก็เอาไปยื่นขอผ่านทางไปพม่า เสียให้พม่าอีก 10 บาท ลุงคนขับบอกว่าถ้าเป็นคนไทยให้ไปขอหนังสือชั่วคราวแบบนี้ดีกว่าเพราะมันจะถูกกว่า แต่ถ้าใช้เป็น Passport จะเสียค่าผ่านทางในราคาต่างชาติก็เป็นร้อยอ่ะค่า น่าเสียดายอยู่อย่างนึงพอไปถึงแล้วฝนดันตก ถ้าไม่ตกคงเดินได้สนุกกว่านี้ ข้ามฝั่งไปแล้วไม่ชอบที่คนพม่ามาขายของยื่นนั่นนี่ให้ ชวนนั่งรถแบบตามตัว ติดตัว ไม่ชอบเลย ผู้หญิงก็ระวังกันหน่อยนะคะ ถ้าใครจะซื้อของก็อปแบรนด์เนมก็แนะนำว่าให้เดินดูหลายๆ ร้านก่อน เพราะยิ่งเดินเข้าไปไกลราคายิ่งถูกและต่อได้เยอะกว่าร้านหน้าๆ แล้วก็ CD, MP3 ที่นี่ถูกมาก MP3 แผ่นละ 10 บาท หนังก็ถูก CD เพลงก็ถูก ก่อนจะจ่ายเงินก็ลองให้ร้านเค้าลองเล่นแผ่นให้ก่อนก็ได้จะได้รู้ว่าแผ่นเสียหรือเปล่านะคะ

ถนนคนเดินเชียงราย

จบจากการเดินช็อปปิ้งไปเดินข็อปกันต่อที่ถนนคนเดินนะคะ ที่นี่เสื้อผ้าขายเยอะมาก สไตล์ก็เหมือนกรุงเทพเลย ก็แบ่งเหมือนเป็นโซนๆ เลย โซนอาหารก็อาหารยาวไป ของเล่นของฝากก็ยาวไป เสื้อผ้าแฟชั่นก็ยาวไปอะไรทำนองนั้นค่ะ ที่นี่ก็ได้แต่ของฝากกับกินจ้า อาหารแปลกๆ ที่ชอบก็ข้าวแรมฟืนเป็นอาหารของพม่ามีแป้งแบบเส้นกับก้อน เราว่าแบบเส้นอร่อยกว่าน้ำปรุงเครื่องเทศเข้ากว่า จะมีกลิ่นของเครื่องเทศพวกตะไคร้ออกเปรี้ยวเผ็ดนิดๆ แปลกๆ และก็อร่อยดีเหมือนกัน ถ้าใครไปก็ลองชิมดูนะคะ จบแล้วจ้าวันที่ 2

ณ เชียงราย

1 Oct

ไปเที่ยวเชียงรายกันเจ้า ทริปนี้ 3 วัน 2 คืน จ้าไปกันหน้าฝนนี่หล่ะ 55แต่ก็ไม่ได้เจอฝนอะไรมากมายเลยนะ ตอนไปถึงคนที่โน่นบอกว่าก่อนหน้านี้ฝนตกทุกวัน เพิ่งมีวันนี้(ศุกร์)ล่ะที่ฝนไม่ตก เวลาไปต่างจังหวัดแล้วชอบมองท้องฟ้า มองภูเขามากเลย ฟ้าเป็นสีฟ้าใสกว่าในเมืองกรุงเทพมากมาย (เอ๊ะหรือเวลาที่เราอยู่กรุงเทพฯ แล้วไม่ค่อยมีเวลาได้มองท้องฟ้ากันแน่นะ เลยรู้สึกว่าฟ้ากรุงเทพไม่สวยเท่าฟ้าต่างจังหวัด)

วันแรกที่ไปถึงเริ่มต้นด้วยการกินก่อนเลยจ้า ไปเที่ยวทีไรมีผู้อุปการคุณพาเที่ยวเสมอ ต้องขอบคุณมากๆ ค่าสำหรับคุณทอมที่พาพี่เปิ้ลและเราไปกินข้าวที่ร้านกุ้งเต้น ขอบอกว่าอาหารร้านนี้อร่อยมากกกกกก และถูกมากก ถูกจนตกใจเลย อาหารจานนึงราคา 29-39 แล้วก็ไม่ใช่น้อยๆ นะ กินอิ่มได้เลยล่ะ มาร้านนี้ต้องลองตำกุ้ง (เหมือนเอากุ้งเต้นมาตำๆ แล้วก็ไปยำล่ะ) ขออภัยเที่ยวนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเลย อ้อเพื่อนเราที่เป็นคนเชียงรายบอกว่า มากินร้านกุ้งเต้นอย่างนี้แสดงว่ามาถึงเชียงรายจริงๆ เป็นร้านอาหารแบบบ้านๆ มากๆแต่อร่อยมากๆ และคนเยอะมากจะเห็นว่ามีคนเข้าร้านมาเรื่อยๆ ตลอดเวลาเลย ที่จอดรถแทบจะไม่มีเลยล่ะ กินเสร็จเราก็แวะกลับโรงแรมก่อน สำหรับคนที่ไม่มีรถเที่ยวลองบอกโรงแรมให้เค้าติดต่อรถสองแถวให้ก็ได้นะ แต่เวลาเค้าเรียกเงินก็ต่อๆ หน่อยล่ะกัน ของเราเรียกจากโรงแรมไปเซ็นทรัลเชียงราย 60 บาท 2 คน ก็โอเคอยู่นะ เซ็นทรัลที่นี่ใหญ่เหมือนกันคล้ายๆ กับเซ็นทรัลลาดพร้าวเลย (ความรู้สึกเรา) มีร้านใหญ่ๆ แบรนด์ดังๆ เยอะเหมือนกัน

วัดพระสิงห์

เดินแป๊บๆ แล้วก็ไปไหว้พระกันที่วัดพระสิงห์ ตอนที่ไปเย็นแล้วล่ะ ประมาณ 4-5 โมง เงียบดีเหมือนกันนะคนไม่ค่อยพลุกพล่านไหว้พระได้สบาย

วัดพระแก้ว

เสร็จแล้วก็เดินจากวัดพระสิงห์ไปวัดพระแก้ว ไม่ไกลมากเดินแบบเรื่อยๆ สบายๆ ก็โอเคอยู่ไม่ต้องไปเรียกรถหรอก วัดพระแก้วที่นี่สวยมากจริงๆ มีพระแก้วให้เข้าไปไหว้ด้วยแล้วก็มีพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมแต่ว่าปิด 5 โมงเย็นตอนไปถึงก็เลยแล้วเลยอดเข้าไปดู ที่วัดพระแก้วสามารถเดินไหว้ได้หลายโบสถ์อยู่เหมือนกัน ค่อยๆ ไหว้ไป

จากวัดพระแก้วก็ไปไหว้กันต่อที่วัดดอยงำเมือง เดินขึ้นบันไดมาจะเห็นพระประธานในอุโบสถองค์ใหญ่ จะมองเห็นแค่ตาของพระประธานตรงกับประตูอุโบสถพอดี แหมือนพระท่านกำลังจ้องมองต้อนรับให้เราเข้าวัดเลย สวยมาก แต่ตอนที่ไปเย็นมากแล้วไม่ได้เข้าไปไหว้ในอุโบสถเพราะสวดมนต์ทำวัตรเย็นกันอยู่เลยได้แต่ไหว้อยู่ข้างนอก

จากวัดนี้ก็นั่งรอผู้มีอุปการคุณอีกหนึ่งท่านที่จะพาเราไปเที่ยวต่อ คุณหนึ่งมารับพี่เปิ้ลกับเราไปในเมืองไปไหว้เสด็จพ่อร.๕ แล้วก็แวะไปไหว้พ่อขุนเม็งราย ไปดูโคมไฟสวยๆ ที่คุกเก่า (ตอนนี้กลายเป็นสถานที่ราชการแล้วก็จะมีคนมาจัดงานช่วงวันเสาร์ที่เป็นถนนคนเดินเชียงรายล่ะ เสร็จแล้วก็แวะไปรอดูหอฬิกาเชียงรายที่สวยมากแล้วก็จะสลับสีทุกชั่วโมง พร้อมกับเพลงประกอบ แวะไปนั่งรอที่ร้านกาแฟเชียงรายรำลึก เสร็จแล้วก็ไปนั่งกินข้าวต้มกันทีร้านข้าวต้มจ่าฮี หลังจากนั้นก็กลับโรงแรมพักผ่อนเตรียมพร้อมร่างกายสำหรับการช็อปปิ้งในวันพรุ่งนี้จ้า อิอิ

คลิปหอนิฬกาเชียงรายเปลี่ยนสีพร้อมเพลงประกอบ


Nice to Miss You ;)

28 Sep

“ความรู้สึกแบบนี้ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานาน แวะกลับมาทักทายกันอีกครั้ง ยินดีต้อนรับและเตรียมพร้อมกับการบอกลาความรู้สึกแบบนี้ในอีกไม่ช้า แต่ก็ยังยินดีกล่าวคำทักทายกับความรู้สึกนี้”

ไม่ผิดเลยสักนิดกับความรู้สึกแบบนี้ ถ้าเราเข้าใจ และยอมรับมันได้ เราจะไม่เจ็บปวด ทุรนทุราย และไม่เศร้าเลยไม่ว่าผลสุดท้ายจากความรู้สึกนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าทำใจ และมองอย่างที่มันเป็นเข้าใจมัน อย่างที่เหตุการณ์มันเป็นไปตามความจริง ไม่คาดหวัง เราจะไม่เจ็บปวดกับมันเลย จริงๆ แล้วจะบอกจะไม่คาดหวังคงไม่ได้ เพียงแต่เราคาดหวังไปพร้อมๆ กับการรู้คำตอบว่ามันจะไม่ได้และไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงต่างหาก

วันนี้ดีใจ ที่ได้กล่าวคำทักทายอีกครั้งกับความรู้สึกนี้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความรู้สึกเพียงผิวเผินและชั่วคราวก็ตาม แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้รู้สึกแบบนี้อีกครั้ง J

“คนบางคนน่ะนะ รู้จักกันแค่เพียงในความทรงจำก็เพียงพอแล้ว ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจินตนาการและความฝัน”

เพลง..เพ้อเจ้อ

23 Aug

“เป็นนักแต่งเพลง เพื่อจะเป็นนักท่องเที่ยว”
หากอ่านผ่านก็คงผ่านไปเหมือนประโยคธรรมดาสามัญทั่วไป แต่ประโยคนี้ของพี่เจี๊ยบ วรรธนา กลับจุดประกาย และสร้างบันดาาลใจให้กับเราได้ ไม่รู้ทำไมสินะ ทุกครั้งที่อ่านจะรู้สึกอมยิ้ม และเหมือนมีแรงบันดาลใจให้เราก้าวเดินไปตามเส้นทางและความฝันของตัวเอง ทั้งๆ ที่ในประโยคนี้แทบจะไม่ได้บอกหรือเล่าอะไรเลยด้วยซ้ำไป
ทุกครั้งที่อ่านจะมีความคิดนึงแวบขึ้นมาเสมอว่า เออ เราก็อยากเป็นเหมือนพี่เค้านะ อยาก “เป็นนักเขียน เพื่อจะเป็นนักท่องเที่ยว” :)
แล้วกลับไปฟังเพลงนี้ที่มีประโยคนี้ใหม่ “เมฆบนฟ้าที่อาจจะคว้าเอามาได้ เหมือนว่าสองมือจะไปได้ไหว แต่ก็ไม่อาจจะไขว่คว้า ในความเป็นจริงไม่อาจคว้า มีแต่ความว่างเปล่า หลอกให้เราเพ้อ”


เพลง..เพ้อเจ้อ

ความคิดถึง

8 Jul

“บางความคิดถึง เราก็แค่คิดถึงเฉยๆ ที่ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนกลับมา แม้แต่ความคิดถึง”

คิดถึงจากความรู้สึกของเรา ฝั่งเรา เพราะฉะนั้นถ้าอีกฝ่ายจะไม่คิดถึงเรากลับมาก็คงไม่แปลกและไม่ผิดอะไร เพราะเราเป็นฝ่ายไปคิดถึงเค้าเอง เขาไม่ได้มาขอร้องให้เราไปคิดถึงซักนิด เราคิดถึงของเราเอง เพราะฉะนั้นอย่าได้ไปเรียกร้องเอาอะไรกลับคืน

ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดถึง แล้วหวังให้เขาคิดถึงกลับมา แล้วไม่เป็นไปตามที่เราหวังไว้เราก็จะทุกข์ ทรมาน เสียใจ จากความคิดถึงนั้น เมื่อไหร่ที่เราคาดหวังแล้วมันไม่ได้ดั่งหวังเราจะเจ็บ เสียใจและทุกข์เอง เราแค่อยากบอกว่า คิดถึงให้เป็นสุข อย่าคิดถึงให้เป็นทุกข์” แค่นั้นเองล่ะ คิดถึง เป็นความรู้สึกที่งดงามนะ อย่าทำให้ความคิดถึงนั้นกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายคนที่หยิบยื่นความคิดถึงให้และผู้ที่ได้รับความคิดถึงเลย

แต่เราก็เข้าใจนะว่า สำหรับในอีกสถานะหนึ่งของคนที่รักกัน มันก็อาจจะมีน้อยใจบ้าง ถ้าเกิดว่าคิดถึงอีกฝ่ายบ่อยๆ แล้วไม่ได้รับความคิดถึงกลับมาเลย อันนี้ก็แล้วแต่สถานการณ์ แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนล่ะ ซึ่งอยากจะบอกอีกว่าไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูกทั้งนั้น เพราะเรื่องราว ความนึกถึง แม้กระทั่งความรู้สึกของแต่ละไม่เหมือนกัน

ปล. ไม่ได้จะดราม่าอะไรนะคะ แต่แค่อยากแบ่งปันความรู้สึก “คิดถึง” ที่สวยงาม คิดถึงแบบที่เป็นสุข ให้ใครๆ ได้รู้สึกและหันกลับมามองถึงความรู้สึกที่สวยงามแบบนี้บ้าง

Eat Pray love

18 Feb

คนที่ดูเรื่องนี้หรืออ่านเรื่องนี้ อาจจะตั้งชื่อเรื่องไว้ว่า อิ่ม มนต์ รัก แต่สำหรับตัวเองคิดว่าคำจำกัดความของเรื่องนี้คงเป็น “การเดินทางเพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่าง” มากกว่า การเดินทางเพื่อค้นหาบางสิ่ง การค้นหาความสมดุลของชีวิต บางครั้งเราก็อาจจะต้องยอมเสียสมดุลบางส่วนในชีวิตไปบ้าง เพื่อจะได้พบกับความสมดุลที่ยั่งยืน และพอใจ

ถ้าใครเคยได้อ่านหรือดูหนังเรื่องนี้รับรองว่าคงได้แง่คิดมาไม่มากก็น้อยแน่นอน สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องนึงที่อยากดูมากกว่าอ่าน เพราะการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ที่เรายังไม่เคยมีโอกาสได้ไปพบได้เห็นด้วยตาของตัวเอง การดูจากภาพคงให้ความรู้สึกกับเรามากกว่าการอ่านแล้วสร้างจินตนาการ จะบอกว่าเป็นเรื่องนึงดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสวยงามของบท ความสวยของภาพ และสถานที่ ความสวยของแง่คิดดีๆ ที่แฝงไว้

Eat Pray Love เรื่องราวการเดินทางของหญิงคนหนึ่งหลังจากที่ตัดสินใจแยกทางกับสามีที่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน อาจดูใจร้ายกับการที่ต้องเป็นฝ่ายบอกเลิก แต่จริงๆ แล้วคนที่เป็นฝ่ายบอกเลิกก็อาจจะเจ็บปวดไม่แพ้กัน แล้วมันผิดเหรอ ถ้าเรารู้ความต้องการของตัวเองว่าเราต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร แล้วอะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วจะมีความสุขมากกว่ากัน แล้วเลือกไปตามทางของความสุขที่เราเลือก

การที่ผู้หญิงเรายอมอดอาหารเพื่อให้ได้หุ่นที่สวยงาม อยากถามว่านั่นมันคือความสุขที่แท้จริงสำหรับผู้หญิงจริงๆ เหรอ การที่เราอยากกินอะไรแล้วไม่กล้ากิน มันเป็นความสุขจริงเหรอ คำถามนึงที่นางเอกถามเพื่อนสาวขึ้นมาว่า ที่ครั้งที่เธอเปลื้องผ้าต่อหน้าผู้ชาย แล้วเคยมีผู้ชายคนไหนไล่เธอกลับออกไปมั้ย เมื่อเห็นว่าเธอมีพุง เพื่อนสาวกลับตอบว่า ไม่มี งั้นก็เลิกคิดไปได้เลย ตอนนี้เราจะกินๆ ทุกอย่างที่เราอยากจะกิน แล้วพรุ่งนี้เราค่อยไปช้อปปิ้งซื้อกางเกงตัวใหม่กัน นั่นแหละคือความสุขของผู้หญิงเรา

ความสงบที่แท้จริงอยู่ที่ตัวเรา พระเจ้าอะไรก็แล้วแต่อยู่ที่จิตเราทั้งนั้น อย่ามัวแต่ติดอยู่กับการกล่าวโทษถึงความผิดของตัวเองในอดีต และบางครั้งการปิดปาก เปิดหู เปิดตา ก็อาจเป็นทางที่ดีอีกทางหนึ่ง หรือ ฟังให้มาก พูดให้น้อย อาจทำให้เรายับยั้ง พิจารณาอารมณ์ ความรู้สึก ของทั้งตัวเราและคนอื่นมากขึ้นก็ได้ อยากทำบ้างจัง อิอิ

สำหรับที่สุดท้ายคงนิยามแค่ว่า “เชื่อ” Trust เชื่อในความรัก เชื่อใจในคนรัก เชื่อใจในคนอื่นบ้าง จงยิ้ม ยิ้มให้ถึงตับ ไต ไส้ พุง ยิ้มจากสมอง ยิ้มจากดวงตา และยิ้มจากหัวใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นขอให้ยิ้มไว้ รับรองว่ามันต้องดีขึ้นแน่นอน อย่างน้อยก็ในความรู้สึกเรา บางครั้งความสุขที่แท้จริงเกิดมาจากความรัก รักตัวเอง รักผู้อื่น การเป็นผู้ให้เป็นความสุขที่อิ่มเอม ลึกซึ้งอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ และที่นี่สอนให้รู้ว่า “บางครั้งเราอาจจะต้องสูญเสียสมดุลในตัวเองไปบ้าง เพียงเพื่อค้นพบความสมดุลที่งดงามกว่าเดิม”

ถ้าใครที่ยังไม่เคยอ่านหรือเคยดู แนะนำเรื่องนี้ค่ะ รับรองว่าดูไปยิ้มไป และอิ่มกับเนื้อหาแน่นอน อย่าลืมหามาดูกันนะคะ ^^

เล่น Social Network อย่างไรให้ได้เงิน

9 Nov

มีโอกาสได้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำงาน Social Network อย่างไรให้ได้เงิน ลงบน Manager Online ก็เลยเก็บเอาบทความนี้มาฝากให้อ่านกันค่ะ ขอบคุณสำหรับโอกาสดีๆ และก็ขออภัยด้วยหากได้มึนงง 55

เล่น Social network อย่างไรให้ได้ดี นี่ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อแบบ Spam mail หรือพวก Spam Tag ที่เอาแต่ส่งเมล์ Tag รูปพร้อมกับใช้รูปสาวๆ น่ารัก แอ๊บแบ้ว ดึงดูดตาดึงดูดใจคนไปวันๆ แล้วบอกว่าเพียงแค่คลิก หรือส่งเมล์ก็สามารถสร้างรายได้ได้แล้ว แต่สิ่งที่กำลังจะบอกต่อไปนี้คือ การเล่น Social Network อย่างถูกต้องและเข้าใจ เครือข่ายสังคมก็สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้คุณได้เหมือนกัน

การที่ Fanpage หนึ่งจะประสบความสำเร็จ มีจำนวน Fan มาก มีการนำเสนอเนื้อหา มีการพูดคุยอย่างสนุกสนานมีชีวิตชีวา ผู้คนชื่นชอบได้นั้น เบื้องหลังของความสำเร็จไม่ได้อยู่นักการตลาดเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น เปรียบเสมือนกับการทำงานในองค์กร ที่ต้องมีหลายแผนกเพื่อช่วยกันทำงาน ทำหน้าที่ส่วนต่างๆ คอยช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อให้งานออกมาสำเร็จได้ด้วยดี

การทำการตลาดบนโลกออนไลน์ก็เช่นกัน ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มนักการตลาดที่คอยคิด Strategic เพียงกลุ่มเดียวแล้วจะทำให้ Page สามารถประสบความสำเร็จมีคนชื่นชอบได้ ในซอกในมุมหนึ่งยังมีกลุ่มคนทำงานกลุ่มหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่หลายคนอาจมองข้ามและนึกไม่ถึง นั่นคือ นักเขียนหรือคนที่คอยดูแลหน้า Page คอยพูดคุยกับ Fan คอยตอบปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น คนที่คอยมาทักทาย Fan ตอนเช้าและเย็นนั่นหล่ะค่ะ บางองค์กรอาจเรียกตำแหน่งของคนกลุ่มนี้ว่า Online Content, Digital Content, Social Media Content ก็ว่ากันไป แต่ละที่อาจเรียกและให้คำจำกัดความที่ไม่เหมือนกันก็ได้

ตำแหน่ง Online Content, Digital Content, Social Media Content ยังเป็นตำแหน่งที่ไม่แพร่หลายมากนัก และบางคนอาจจะยังงงๆ กับชื่อตำแหน่งว่าทำอะไร ตกลงวันๆ เค้าจ้างให้มานั่งเล่น Facebook, Twitter, Youtube หรือ

หน้าที่หลักของ Online Content, Digital Content, Social Media Content จริงๆ แล้วก็ไม่ต่างจาก Web Content เลย คือเน้นการเขียนบทความ เนื้อหา และการอัปเดทหรือ Publish เนื้อหา เพียงแต่เปลี่ยนที่ทางในการเผยแพร่จาก Web Site มาเป็นบน Social Network แทนเท่านั้นเอง


Skill หลักในการทำงานก็ยังคงอยู่ที่การเขียนเนื้อหาเป็นหลัก การอัปเดท Status อัปเดทรูปภาพ ประชาสัมพันธ์ข่าวต่างๆ บนหน้า Wall อย่างที่เราเห็นกันบ่อยๆ เช่นตอนเช้า ที่จะมีคนมาคอยกล่าวคำว่า “อรุณสวัสดิ์ค่ะ” เป็นต้น หน้าที่อีกอย่างที่น่าสนใจและสนุกก็คือการได้โต้ตอบ พูดคุยกับบรรดา Fan หลายๆ คน บางครั้งกับบางคนที่คุยกันบ่อยๆ ทำให้เรารู้สึกว่า Fan คนนี้เป็นเพื่อนกับเราจริงๆ ไปเลยก็มี

การเขียนเนื้อหาลงบน Social Network มีความแตกต่างจากการเขียนบนเว็บอยู่ไม่น้อย เพราะ Social Network คือแหล่งที่จะพูดคุยต่อกัน ดังนั้นการเนื้อหาจึงต้องแฝงด้วยความเป็นกันเองและเน้นให้เกิดการ Response ของผู้อ่านกลับมามากว่า Website หรือ นิตยสาร

ความสนุกในการทำงานคือการที่คุณจะได้พบปะและพูดคุยกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา คอย Monitoring หน้า Page พูดคุย ตอบคำถามกับบรรดา Fan ของเราเพื่อให้เป็น Social media อย่างแท้จริงสร้างความเป็นกันเองให้มากขึ้น เหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อนให้หน้า Page เป็นเหมือนหน้า Profile ของเราที่เวลาโพสต์ข้อความอะไรไปแล้วมีเพื่อนมาคอมเมนท์แล้วเราก็จะคุยกลับกับเพื่อนเหล่านั้นไป จะทำให้ Page ดูมีชีวิตชีวามีตัวตนจริงๆ

และที่สนุกยิ่งไปกว่านั้นคือในหนึ่งวันคุณอาจจะกลายเป็นคนมากกว่าหนึ่งคนก็ได้ ยกตัวอย่างหากองค์กรของมีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์อยู่หลายตัว แล้วทุกสินค้ามี Fanpage หมด ดังนั้นการดูแล Page แต่ละกลุ่มเป้าหมาย หรือแม้แต่สินค้าแต่ละตัวก็ย่อมต่างกันออกไปด้วย

ดังนั้นการเขียนเนื้อหาสำหรับ Page แต่ละ Page ก็แตกต่างกันออกไป บางครั้งตอนเช้าคุณอาจจะต้องนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเป็นคุณแม่ สายหน่อยอาจจะต้องกลายเป็นเด็กวัยรุ่นแอ๊บแบ้ว บ่ายๆ อาจจะต้องเป็นพวกรักสุขภาพ ความสวยความงาม ตกเย็นอาจกลายเป็นหนุ่มเพลย์บอย สาวเพลย์เกิร์ลเตรียมออกไปเริงร่ายามราตรีก็ได้ นี่แหละคือความสนุกของการทำงาน

การสวมหมวกหลายใบในหนึ่งวันจะทำให้คุณรู้ว่า “เราสามารถเป็นได้มากกว่าที่เราเป็นและเราคิด” และมันก็สนุกไม่น้อยเลย การได้ค้นคว้าหาข้อมูลที่แตกต่าง และหลากหลายนี่ล่ะที่จะทำให้ไม่เบื่อกับการทำงานที่ต้องนั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์

ที่ยิ่งไปกว่านั้นการทำงานแบบนี้ยังบอกถึงความสามารถและประสิทธิภาพการทำงานของเราได้อีกด้วย จริงๆ แล้วคนเราสามารถเป็นอะไรก็ได้ ได้มากกว่าหนึ่งอย่าง และยังเป็นท้าทายที่จะทดสอบความสามารถของตัวเองด้วยว่าเราสามารถสวมหมวกหลายใบได้หรือไม่ และเรามีความสามารถมากพอที่จะเปลี่ยนบุคลิกของเนื้อหาไปตามเพศ วัย อายุ ความสนใจได้มากแค่ไหน วันนึงคุณอาจจะค้นพบว่าจริงๆ คุณชอบเพศอะไรมากกว่ากัน หรือชอบเรื่องแนวไหนมากกว่า ;)

ฟังอย่างนี้แล้วบางคนอาจคิดว่าโห สบายจังเลย งานไม่เห็นยากตรงไหน วันๆ ก็แค่เขียนนิดๆ หน่อยแล้วก็คอยคุยกับ Fan แต่จริงๆ แล้ว การพูดคุยไม่ใช่ว่าอยู่ๆ เราจะคุยอะไรก็คุยได้ อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นฐาน มีความรู้ ความเข้าใจความเป็นไป กลไกการทำงานของ Social Network ว่าเป็นยังไง หลักการทำงานของมันเป็นอย่างไร เล่นให้เป็นเล่นให้ถูกต้องอยู่เหมือนกัน และต้องร่วมมือทำงานให้เป็นไปในทิศทางของ Strategic กลยุทธ์ทางการตลาดที่นักการตลาดได้วางแผนมาว่าให้เป็นอย่างไรด้วย

ปัจจุบันก็เริ่มมีองค์กรใหญ่ๆ หลายองค์กรที่หันมาให้ความสนใจและความสำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์มากขึ้น และมีการประกาศรับพนักงานในตำแหน่ง Online Content, Digital Content, Social Media Content เพิ่มมากขึ้นแล้ว และนี่อาจเป็นตำแหน่งงานใหม่ ทางเลือกใหม่ในการทำงานให้ใครอีกหลายๆ คนที่ชื่นชอบทั้งด้านการตลาดและการเขียนควบคู่กันไปก็ได้ค่ะ

เหนืออื่นใด การสร้าง Page ให้ประสบความสำเร็จไม่ได้มีแค่นักการตลาด Content เพียง 2 กลุ่มเท่านั้นแต่ยังมีกลุ่มคนทำงานอื่นที่อยู่เบื้องหลังอีกส่วน ไม่ว่าจะเป็น Programmer หรือ Creative ก็ตาม ทุกคนทุกกลุ่มร่วมกันทำงานความสำเร็จของ Fanpage จึงจะเกิดขึ้น

คนเพียงคนเดียวไม่สามารถสร้างบ้านขึ้นมาได้สำเร็จจริงไหมคะ Fanpage ก็เช่นกันค่ะ

ว่าด้วยเรื่องการไปดูดวง

2 Oct

วันนี้ไปดูดวงมา เมื่อก่อนเคยชอบดูดวงนะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยดู แทบจะไม่ได้ดูเลยก็ว่าได้ และที่เมื่อก่อนดูก็ดูฟรี ไม่เคยดูแบบเสียตังค์ เสียดายเงินอ่ะ 555

ไปถึงงานก่อนเวลา เลยไปลงชื่อไว้ แล้วก็มานั่งรอ ระหว่างนั่งรอก็มองคนโน้นทีคนนี้ทีไปเรื่อยๆ แล้วก็รู้สึกว่า ชั้นมาทำอะไรที่นี่ – -’ เห็นคนอื่นถามเอาๆ เราก็ไม่รู้จะถามอะไร แล้วก็ไม่ได้อยากรู้อนาคต เดี๋ยวนี้คิดแต่ว่า อยากทำอะไรก็ทำถ้ามันถูกต้อง ไม่ผิดและไม่ได้เดือดร้อนอะไร ใครนะ ก็ทำไปเถอะ

เห็นคนนึงถามว่า เนี่ยถ้าทำอย่างนี้แล้วดีมั้ย ไปประกวดอะไรสักอย่างดีมั้ย รุ่งมั้ย ก็เลยสงสัยว่า แล้วทำไมต้องไปถามคนอื่น ทำไมไม่ถามตัวเองว่าอยากทำหรือเปล่า ถ้าอยากทำก็ทำเลย ไม่เห็นต้องไปถามคนอื่นเค้า แล้วถ้าสมมติว่าเค้าบอกว่าทำแล้วไม่รุ่ง ไม่ดี แล้วจะเลิกทำหรอถ้าสิ่งที่อยากทำมันคือความฝัน ก็ตามหาความฝันของตัวเองเถอะ มันจะดีไม่ดียังไง ให้เรียนรู้ และได้เจอกับตัวเอง ดีกว่าต้องตัดสินใจเพราะคนอื่นเค้าชี้ เค้านำอย่างนั้นอย่างนี้ “ถามตัวเองก่อน แล้วค่อยไปถามคนอื่นดีมั้ย” ไม่ผิดหรอกที่คนจะไปดูดวง แต่อย่าไปถามอะไรอย่างนั้นเลย ชีวิตเป็นของเรา ใช้และทำมันอย่างที่ตัวเองอยากทำ ให้มันคุ้มกับชีวิตเป็นของเรา เราเลือกทางเดินของเราเอง

ส่วนดวงตัวเองที่ไปดูมา ไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อ ไม่ได้บอกว่าลบหลู่ แต่เท่าที่ดูออกมาไม่เห็นมีอะไรดีเลย – -’ มีแต่เรื่องแย่ๆ แต่ถ้ามองในแง่ดีก็อาจจะให้เราระวังมั้ง แต่บางอย่างระวังมากมันจะกลายเป็นระแวงไปหรือเปล่า มีคนบอกว่าชื่อไม่มีกาลกิณี แต่บอกให้เปลี่ยนชื่อ งง! รู้สึกว่าถ้าสมมติว่าเราฟังแล้วเชื่อไปเปลี่ยนชื่อตาม พ่อเราคงน้อยใจแย่เนอะ ชื่อนี้พ่ออุตส่าห์ตั้งให้ตั้งแต่เกิด แต่มาเปลี่ยนเพียงเพราะไปดูมาว่ามันไม่ดี ทั้งๆ ที่ชีวิตที่ผ่านมาของเราไม่เคยรู้สึกเลยว่ามันแย่ หรือไม่ดีมาก ไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตเป็นแบบนั้นเลย ตรงกันข้ามกับรู้สึกว่าเราโชคดี โชคดีมาก ที่มีความสุขและมาได้ถึงขนาดนี้ ถึงแม้จะไม่ได้ดีหรือเก่งเท่าใคร แต่เราเดินมาด้วยตัวของเราเองมาตลอด และมาได้ถึงขนาดนี้ก็ถือว่าโอเคแล้ว เลยรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนชื่อ

ถือว่าวันนี้มาเรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้ความคิดตัวเองแล้วกันว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร ไม่ผิดและไม่รู้สึกว่าเสียเวลาที่มา มาเพื่อเรียนรู้อะไรใหม่ๆ แปลกๆ ที่ไม่เคยได้ทำแล้วกัน :) อ้อ และคนที่ไปดูดวงน่ะก็ไม่ได้ผิดอะไรนะ ไม่ได้ว่าคนไปดูดวงด้วย คนเราคิดไม่เหมือนกัน มีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนกันหรอก :)  ใครมีความสุขยังไงก็ทำไปอย่างนั้นเถอะ

Page 1 of 41234»
 

You need to log in to vote

The blog owner requires users to be logged in to be able to vote for this post.

Alternatively, if you do not have an account yet you can create one here.

Powered by Vote It Up