Tag Archives: กาแฟกับโรค

6 Tips for Coffee Lovers

21 Jun

สวัสดีค่ะ เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสได้ไปอ่านนิตยสาร First มาค่ะ แล้วเห็นมีบทความให้ข้อมูลที่ดีที่เกียวกับการดื่มกาแฟ ก็เลยนำข้อมูลนี้มาบอกเล่า บอกต่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันค่ะ ^ ^

รู้ก่อนดื่มกาแฟ

  • โดยปรกติทั่วไปเราสามารถดื่มกาแฟได้มากถึง 6 แก้ว / 1 วัน

    แต่ต้องไม่เข้มจนเกินไป ไม่มากกว่า 2 ช้อนชา / 1 ถ้วย สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจหรือมีปัญหาเรื่องความดัน ซึ่งร่างกายอยู่ในภาวะไม่ปรกติควรลดปริมาณการดื่มกาแฟไม่เกิน 2 แก้ว/1 วัน
  • ข้อดีของกาแฟ คือ ช่วยกระตุ้นและทำให้ร่างกายมีความตื่นตัว

    โดยเข้าไปกระตุ้นหลอดเลือดแถวที่เลี้ยงหัวใจให้ขยายตัว จึงทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า
  • กาแฟยังช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนให้ลดลง

    ช่วยให้หลอดเลือดแถวบริเวณศีรษะหดตัว สอดคล้องกับคุณสมบัติของยาแก้ปวดไมเกรนในทางการแพทย์ ที่มีชื่อว่า “คาฟอริกอต” เป็นกาเฟอีนสกัด จัดเป็นยาสำหรับแก้อาการปวดไมเกรนเฉพาะ
  • ถ้าอยากสร้างความตื่นตัวแต่ไม่อยากให้กาเฟอีนอยู่ในร่างกายของเรามากเกินไปแนะนำให้
    เลือกดื่มกาแฟดำแทนเพราะว่าร่างกายจะขับออกมาได้ง่ายกว่า แต่ถ้ากาแฟที่ผสมทั้งนม น้ำตาล และ คอฟฟี่เมต จะมีปริมาณสารอาหารเพิ่มขึ้น ร่างกายจะทำการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งมีผลให้กาเฟอีนตกค้างอยู่ในร่างกายนานกว่า
  • ระหว่างกาแฟเย็น กับ ร้อนแนะนำให้เลือกดื่มกาแฟร้อนดีกว่า

    ถ้าเทียบพลังงานแล้ว กาแฟร้อนจะให้พลังงานต่ำกว่ากาแฟเย็น โดยกาแฟเย็น 1 แก้วให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ แต่ถ้าเทียบกับกาแฟดำร้อนจะไม่เกิน 100 แคลอรี่ / 1 แก้ว
  • กาเฟอีนเป็นตัวละลายแคลเซียม

    กาแฟจะขับเอาแคลเซียมที่สะสมตามกระดูกและผิวหนังออกมา เวลาที่เราปัสสาวะ ดังนั้นคนที่อายุเข้าสู่เลขสามแล้ว ควรลดปริมาณการดื่มกาแฟให้น้อยลง เพราะอาจมีผลให้กระดูกพรุนได้ง่าย

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณ รุ่งเรือง คลองบางลอ นักโภชนาการจาก Philip Waim
ที่มา : นิตยสาร First

Coffee and Health

14 Nov

สวัสดีค่ะ สำหรับวันนี้ก็มีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกาแฟมาฝากกันอีกเช่นเคยนะคะ อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าในกาแฟนั้นมีคาเฟอีน ทีนี้เพื่อนๆ คงเคยได้ยินกันมาบ้างว่าคนบางคนนั้นสามารถดื่มกาแฟได้ แต่สำหรับบางคนนั้นก็ไม่สามารถดื่มได้ อาจจะด้วยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นหลังจากดื่มกาแฟเองก็ตาม และที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของสุขภาพอนามัยนั่นเองค่ะ ดังนั้นวันนี้จึงขอยกตัวอย่างโรคต่างๆ ว่าเมื่อคนที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้อยู่แล้วเกิดไปดื่มกาแฟขึ้นมาจะมีอาการที่แสดงออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

โรคกระเพาะอาหาร
นับว่าโรคกะเพราะอาหารนี้มีคนเป็นอยู่จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวนะคะ สำหรับผู้ที่เป็นโรคนี้เมื่อดื่มกาแฟ หรืออาหารและเครื่องดื่มใดก็ตามที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ อาจทำให้เกิดอาการกำเริบของกะเพราะ จนทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรือแผลในกะเพราะอาหารได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าคาเฟอีนนั้นมีฤทธิ์กระตุ้นกะเพราะอาหารให้หลังกรดออกมาเพื่อช่วยย่อยอาหารอยู่แล้ว ดังนั้นจึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้อาการกะเพราะกำเริบได้ค่ะ

โรคไต
คาเฟอีนมีส่วนในการช่วยกระตุ้นการถ่าย ซึ่งก็หมายความว่าเป็นการกระตุ้นการทำงานของไตเพิ่มมากขึ้นนั่นเองค่ะ ดังนั้นการดื่มกาแฟ 2 ขึ้นไปต่อวันนับเป็นการกระตุ้นและเพิ่มภาระในการทำงานให้กับไตหนักมากขึ้นนะคะ

โรคหัวใจ
สำหรับโรคหัวใจนี้เราก็คงเคยได้ยินกันมาบ่อยๆ นะคะว่า ห้ามดื่มกาแฟโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะผู้ที่เป็น Heart Attack เพราะเชื่อว่าการดื่มกาแฟ จะเป็นการไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น แต่ผลการศึกษาในอังกฤษ และสหรัฐฯ พบว่า การดื่มกาแฟแบบกรองจะไม่เป็นสาเหตุให้หัวใจเต้นผิดปรกติ อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจนี้ ก็ควรปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อนดื่มน่าจะดีกว่านะคะ

อาการปวดหลัง
สำหรับอาการนี้เรียกว่าเป็นอาการที่น่าจะพบเจอบ่อยที่สุดสำหรับผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเราๆ ทุกท่าน ดังนั้นหากช่วงใดก็ตามที่เพื่อนๆ รู้สึกว่าอาการปวดหลังนี้กำเริบขึ้นมาเป็นพิเศษ ก็ควรที่จะงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนนะคะ นั่นก็เพราะว่าเจ้าคาเฟอีนจะไปกระตุ้นปลายเส้นโลหิตฝอยให้ตีบลง ซึ่งจะทำให้เลือกและสารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อของกระดูกสันหลังได้น้อยลง ซึ่งก็จะทำให้อาการปวดหลังนี้หายได้ช้าลงค่ะ

โรคกระดูกพรุน
คาเฟอีนมีฤทธิ์ขับแคลเซียมออกจากกระแสโลหิต สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนก็ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนผสมในปริมาณที่มากกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน

โรคมะเร็งเต้านม
สำหรับโรคนี้เราก็คงเคยได้ยินกันมาบ่อยๆ แล้วนะคะ ซึ่งแต่เดิมนั้นก็บอกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างกาแฟ มีส่วนในการกระตุ้นและเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งความเชื่อแต่เดิมนี้ได้ถูกลบล้างไปเมื่อมีนักวิจัยมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ของสถาบันคาโลลินสกา ประเทศ สวีเดนได้ลบล้างความเชื่อนี้ว่ากาแฟไม่ได้เป็นความเสี่ยงหนึ่งของโรคร้ายนี้แต่อย่างใด

ทีนี้เมื่อเพื่อนๆ ทราบแล้วก็อย่าลืมสังเกตตัวเองกันด้วยนะคะ ว่ามีลักษณะอาการดังที่กล่าวมาบ้างหรือเปล่า หากว่าท่านใดที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้อยู่ก็จะได้ระมัดระวังตัวในการดื่มกาแฟกันด้วยนะคะ ถึงแม้เราจะชื่นชอบการดื่มกาแฟมากแค่ไหนก็ตาม ยังไงเรื่องสุขภาพก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญที่เราควรจะต้องใส่ใจดูแล และให้ความสำคัญนะคะ

คุณสมบัติเหลือเชื่อของกาแฟ

28 Sep

เพื่อนๆ คงเคยได้ยินคำว่า สารต้านอนุมูลอิสระ กันมาสมควรนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครที่เป็นคนรักสุขภาพด้วยแล้วล่ะก็คงต้องเคยศึกษารายละเอียดกันมาบ้างนะคะ

ซึ่งแต่เดิมเราเคยได้ยินมาว่า สารต้านอนุมูลอิสระนี้ จะมีอยู่มากในอาหารจำพวก ผัก ผลไม้ แต่เพื่อนๆ ทราบไหมคะว่า คนรักกาแฟอย่างพวกเราเนี่ย ก็สามารถรับสารต้านอนุมูลอิสระจากกาแฟ ได้ไม่แพ้กับผัก และผลไม้เลยนะคะ

coffeebean

ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในกาแฟนี้มีชื่อว่า กรดคอโรจีนิกค่ะ ซึ่งสามารถสลายตัวด้วยความร้อนเช่นเดียวกับสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ ที่มีอยู่ในผักและผลไม้

โดยความรู้นี้ได้จากการวิจัยของ รศ.ดร.ชัยชาญ แสงดี ดี” หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกมายืนยันว่า จาการศึกษาค้นคว้าวิจัยเมื่อเร็วๆนี้ พบว่ากาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกทั้งยังมีมากว่าในชาเขียวที่เคยฮิตถึง 3เท่าทีเดียวค่ะ

รศ.ดร.ชัยชาญ”กล่าวต่ออีกว่า การดื่มกาแฟเป็นประจำ สามารถป้องกันการเป็นโรคเบาหวาน ลดอัตราการเป็นอัลไซเมอร์ และโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งของลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และมีหลักฐานที่มากขึ้นว่าการดื่มกาแฟอาจจะป้องกันภาวะตับแข็งและโรคตับได้

แต่เมื่อการคั่วเมล็ดกาแฟ กรดคลอโรจีนิก อาจสลายตัวไปได้ แต่มิใช่การสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง เนื่องจากกรดคลอโรจีนิคจะรวมตัวกับคาร์โบไฮเดรตและกรดอะมิโนและโปรตีนในเมล็ดกาแฟระหว่างการคั่วให้เป็น “สารเมลานอยดิน”ซึ่งมีสีน้ำตาลอ่อน- น้ำตาลเข้ม ตามอุณหภูมิและระยะเวลาของการคั่วเมล็ดกาแฟ

ที่สำคัญยังพบอีกว่าหากคนเราดื่มกาแฟเป็นประจำจะทำให้ได้รับสารต้านอนูมูลอิสระอย่างเพียงพอที่จะทำให้ร่างกายไม่เกิดความผิดปกติกับการออกซิเดชั่น อันเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ อีกด้วยค่ะ

ฟังอย่างนี้ เราคนรักกาแฟ คงได้ร้องเย้ๆๆ กันเป็นทิวแถวนะคะ อย่างไรก็ตามเลือกดื่มอย่างพอเหมาะพอควรนะคะ เพื่อที่จะได้ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายค่ะ

แล้วไว้พบกันใหม่ครั้งหน้านะคะ Coffee Blood.

 

You need to log in to vote

The blog owner requires users to be logged in to be able to vote for this post.

Alternatively, if you do not have an account yet you can create one here.

Powered by Vote It Up