Tag Archives: พัฒนาตนเอง

Eat that Frog

26 Feb

เอาบทความเรื่อง Eat that frog มาให้อ่านกัน เป็นบทความของคุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ได้เขียนลงไว้ในนิตยสาร Mix Magazine แล้วก็เอามาลงใน iBusiness Magazine เดือนกุมภาพันธ์ นี้อีกรอบ

เทคนิค “Eat That Frog” นี้ สรุปออกมาเป็นหลักการง่ายๆ คือ ให้เราทำงานที่ยากที่สุดก่อนเสมอ อุปมาเหมือนกับ การตื่นมาแล้วต้องกินกบเป็นอาหารเช้า ถ้าเรากลั้นใจกินได้ วันนั้นทั้งวันก็คงจะไม่มีอะไรมาทำให้เราเครียดได้อีกแล้วล่ะครับ เพราะเราเครียดสุดๆ ไปตั้งแต่ตอนกินกบแล้ว

ซึ่งเมื่อเรานำหลักการนี้ไปใช้แล้ว เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างมากครับ เพราะตามกฏ 80/20 ของพาเรโต้ กล่าวไว้ว่า“งานเพียง 20% ที่เราทำ จะส่งผลถึงความก้าวหน้าในอาชีพถึง 80%”



และโดยมากแล้วงาน 20% ที่จะทำให้เราก้าวหน้าก็คือ งานที่ยากที่สุด ลำบากที่สุดในการทำนั่นเอง

สาเหตุที่คนส่วนมากไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก็เพราะว่า คนเรามักจะชอบทำงานง่ายๆ ที่ไม่มีความสำคัญก่อนเสมอๆ บางคนพอไปถึงที่ทำงานก็นั่งเช็คอีเมล์ก่อน แล้วก็นั่งคุยโทรศัพท์ ทำงานอีกนิดหน่อย ก็พักทานอาหารกลางวัน พอกลับตอนบ่ายก็รู้สึกง่วงๆ เลยนั่งเล่นอะไรอีกนิดหน่อย พอจะเริ่มทำงานก็ใกล้จะ 4 โมงเย็นแล้ว ก็คิดว่าคงทำงานยากๆ ไม่เสร็จ เก็บไว้ทำพรุ่งนี้ดีกว่า แต่สุดท้ายแล้ว วันพรุ่งนี้ก็จะไม่ค่อยมาถึง และก็มักจะลงเอยด้วยการรีบทำงานชิ้นสำคัญให้เสร็จก่อนกำหนดอย่างลวกๆ เพียงเพราะไม่ยอมทำมาก่อนหน้านั้น

ทั้งๆ ที่เมื่อเราตื่นเช้ามา เป็นช่วงที่เราเพิ่งได้พักผ่อนมาอย่างเต็มที่ สมองเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และพร้อมทำงานหนักได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าหากเราบังคับตนเองให้ใช้ทำงานที่ยากได้ตั้งแต่ตอนเช้า แล้วทำไปเรื่อยๆ จนเสร็จ รับรองว่างานชิ้นสำคัญของคุณจะออกมาได้ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างแน่นอนครับ

และเมื่อคุณทำงานชิ้นยากๆ หรือทำงานที่มีความสำคัญมากๆ เสร็จไปแล้ว สารเอนโดฟินในสมองของคุณจะหลั่งออกมา ทำให้คุณรู้สึกฮึกเหิม และจะมีไฟในการทำงานย่อยๆ ให้เสร็จได้อีกเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็วครับ

ในทางปฏิบัติแล้ว เทคนิค Eat That Frog นำไปปรับใช้ได้ง่ายๆ ดังนี้

1. ในทุกคืนก่อนนอน หรือ ทุกเช้า เมื่อคุณมาถึงที่ทำงาน ให้คุณเขียนระบุงานที่ต้องทำทั้งหมดในวันนั้น โดยอาจจะจดใส่กระดาษ หรือ พิมพ์ลงในคอมพิวเตอร์ก็ได้ ซึ่งถ้าจะให้ดีที่สุด ควรจะเขียนงานที่ต้องทำลงไปประมาณ 10 อย่าง (ถ้างานบางอย่างคิดว่าเยอะและทำวันเดียวไม่เสร็จ ให้ลองแยกงานใหญ่นั้นออกเป็นงานย่อยหลายๆ ชิ้น)

2. ทำการเรียงลำดับงานทั้งหมด โดยเรียงให้งานที่มีความสำคัญสูงที่สุด อยู่อันดับ 1 และงานที่สำคัญน้อยลงมาอยู่อันดับ 2 และเรียงต่อกันไปเรื่อยๆ

3. ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทำงานใน อันดับที่ 1 และ 2 ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด โดยในระหว่างที่ทำงานอยู่ จะไม่ว่อกแว่ก ไม่พูดคุยเล่นกับคนอื่น ไม่โทรศัพท์ ไม่เล่น MSN เป็นต้น

4. เมื่อทำงานในลำดับที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้รีบทำงานลำดับที่ 2 ต่อไป จนกว่าจะเสร็จถึงค่อยออกไปเดินยืดเส้น ยืดสาย ทานกาแฟ เพื่อผ่อนคลาย

5. ถ้าหากถึงเวลาพักกลางวันแล้ว ยังทำงานอันดับที่ 1 และ 2 ไม่เสร็จ ก็ขอให้รีบทานข้าว แล้วขึ้นมาทำงานต่อจนกว่าจะเสร็จ เพราะยิ่งเราพักนาน ไฟในการทำงานจะเริ่มมอดลงเรื่อยๆ

6. พยายามบังคับตนเองให้ทำงานอันดับ ที่ 1 และ 2 เสร็จก่อนเสมอ จึงค่อยกลับบ้านได้ เพราะว่างานทั้ง 2 อย่างนี้ คือ งานที่สำคัญที่สุด 20% ที่จะมีอิทธิพลและส่งผลให้คุณก้าวหน้าถึง 80% ในหน้าที่การงานนั่นเอง

7. สำหรับงานที่เหลือในลำดับที่ 3 – 10 เป็นต้นไป ให้รีบใช้เวลาทำงานที่เหลืออยู่ของวัน จัดการให้เสร็จทั้งหมดให้ได้ ถ้าหากไม่เสร็จจริงๆ ให้นำไปอยู่ในรายการงานที่ต้องทำในวันต่อไป
ที่นำมานี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างคำแนะนำในการใช้กฎ Eat that Frog เพื่อการพัฒนาตนเองในการทำงาน ซึ่งยังมีกฎข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเช่น Going extra mile สามารถเข้าไปอ่านได้เพิ่มเิติมที่ iBusiness Magazine : February 2010 ค่ะ
http://www.infogination.com/imagazine

คำสอนท่านพุทธทาสภิกขุ

14 Sep

วันนี้เอาคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุมาฝากให้อ่านกันค่ะ เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบและศรัทธาในคำสอนของท่าน เห็นด้วยกับหลายๆ คำสอนของท่าน สำหรับคำสอนนี้เคยไ้ด้รับเป็น Fw mail มา ซึ่งอ่านแล้วชอบมากๆ ลองอ่านกันดูค่ะ น่าจะนำมาใช้ร่วมกับชีวิตประจำวันได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ ^ ^

01

คำสอนท่านพุทธทาสภิกขุ

โลกกลมๆ ใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ
ของฟรีไม่เคยมี ของดีไม่เคยถูก

อยู่ให้ไว้ใจ ไปให้คิดถึง

คนเราต้องเดินหน้า เวลายังเดินหน้าเลย

ไม่ต้องสนใจว่าแมวจะสีขาวหรือดำ
ขอให้จับหนูได้ก็พอ

ยิ่งมีใจศรัทธา ยิ่งต้องมีสายตาที่เยือกเย็น
ในโลกกลมๆ ใบนี้ ไม่มีคำว่า แน่นอน

คนเราเมื่อ ตัวตาย ก็ต้องลงดิน
ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย
อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา
พักได้ แต่อย่าหยุด
เหตุผลของคนๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่ของคนอีกคนหนึ่ง
ถ้าไม่ลองก้าว จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่า ข้างหน้าเป็นอย่างไร

หนทางอันยาวไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกก่อนเสมอ
ปัญหาทุกอย่าง อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น
จะเห็นค่าของความอบอุ่น เมื่อผ่านความเหน็บหนาวมาแล้ว

อันตรายที่สุดคือ การคาดหวัง

เริมต้นดีแล้ว ลงท้ายก็ต้องดีด้วย
อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่
จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์

เบื้องหลังความเข้มแข็ง สมควรมีความอ่อนโยน

ไม่มีคำว่าบังเอิญ ในเรื่องของความรัก
มีแต่คำว่า ตั้งใจ

ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป
หลังพายุผ่นไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ
หลังผ่านปัญหา จะรู้ว่าปัญหานั้นเล็กนิดเดียว

ไม่เป็นขุนนางนะได้ แต่ไม่เป็นคนไม่ได้
มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง
เมื่อวานก็สายเกินแล้ว พรุ่งนี้ก็สายเกินไป

อย่าหวังว่าจะได้รับความรัก จากคนที่คุณรัก
เพราะคนที่คุณรัก ไม่ได้รักคุณหมดทุกคน

The Luckiest Man in the World

5 Aug

เมื่อกี้เพิ่งได้มีโอกาสอ่านหนังสือ The Luckiest Man in the World ของคุณบัณฑิต อึ้งรังษี อ่านจบแล้วชอบประโยคในหนังสือนี้อยู่หลายประโยคเหมือนกัน คุณบัณฑิต ทำให้ีรู้สึกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่เรา

การที่เราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับเรา ถึงแม้ในกฎ 30 ข้อในหนังสือนั้นจะบอกว่าคนรอบข้างมีอิทธิพลที่จะช่วยให้เราประสบความสำเ้ร็จก็เถอะ แ่ต่อย่าลืมว่าการที่คนรอบข้างจะช่วยหรือผลักดันเราได้นั้น มันก็ต้องขึ้นอยู่กับการกระทำของเราที่มีต่อคนเหล่านั้น แล้วก็การกระทำของเราที่จะแสดงให้เขาเห็น การกระทำเหล่านี้ก็อาจจะหมายความความขยัน ความเพียรพยายาม

ประโยคที่อ่านแล้วชอบมากในหนังสือเล่มนี้คือ As a man thinks, he is. เขาจะเป็นอย่างที่เขาคิด คนเราจะเป็นอย่างไร มันขึ้นอยู่ทีความคิด น่าจะสอดคล้องกับเรื่องของกฎแห่งแรงดึงดูดได้

อย่างโดยปรกติแล้ว ตัวเองเวลาที่จะทำอะไร มักจะคิดเสมอว่าเราทำได้ เราสามารถทำได้ ถึงเราไม่เก่ง แต่เราเชื่อตัวเราเองว่าเราทำได้ เราก็จะสามารถทำได้ ถึงแม้จะเจอปัญหา เราก็จะรู้สึกว่าเราต้องพยายามหาทางออกให้กับมันจนได้ั อันนี้ถืือว่าเป็นผลพลอยได้จากคุณแม่ คุณแม่จะสอนเสมอตั้งแต่เด็ก ให้คิดเสมอว่าเราทำได้ เราทำได้ แล้วจะทำมันจนได้เอง ^ ^

อีกประโยคนึงที่ชอบมากเหมือนกันก็คือ ความโชคดี คือ วิธีการอธิบายความสำเร็จของผู้อื่น (ที่เราไม่ชอบ) ฌอง คอคโต ก่อนที่จะอ่านเจอประโยคนี้ในหน้าเกือบท้่ายของเล่มแล้ว ตอนหน้าแรกๆ ของหนังสือได้กล่าวไว้แ้ล้วว่า คนเรามักจะมองว่าคนที่ประสบความสำเร็จได้นั้นเขาโชคดี ส่วนการที่เราไม่ประสบความสำเร็จนั้นเราไม่โชคดีเท่าเค้า หรือโชคไม่ดีนั่นเอง

แต่จริงๆ แล้วมองว่ามันเป็นเหมือนการปลอบใจตัวเองให้ไม่คิดอะไรมาก แล้วก็เลยกลายเป็นว่า ช่างมันเถอะ เราไม่โชคดีเหมือนเค้าแล้วก็ปล่อยผ่านเลยไป ไม่ได้พยายามอะไรต่อ เลยกลายเป็นความโชคดี โชคไม่ดี พออ่านแล้วก็ อืม ก็ถูกของเขาเหมือนกัน อ่านจบแล้วรู้สึกว่าชอบสองประโยคนี้มาก เลยเอามาแบ่งปันให้อ่านกันค่ะ จริงๆ แ้ล้วการอธิบายของคำเหล่านี้มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วย ว่ามองมันว่าอย่างไร เพราะคนแต่ละคนก็มีที่มาที่ไป มีประสบการณ์ที่ต่างกัน การตีความหมาย หรือการนำเอาไปประยุกต์ใช้ก็อาจจะต่างกัน แต่ยังไงก็ขอให้นำไปประยุกต์ในทางที่ดีก็พอแล้วหล่ะค่ะ ^ ^

 

You need to log in to vote

The blog owner requires users to be logged in to be able to vote for this post.

Alternatively, if you do not have an account yet you can create one here.

Powered by Vote It Up