แม่หญิงเยือนแดนปลาดิบ Day II (Kyoto)
4 Feb
วันนี้เราจะเที่ยวเกียวโตกันนะคะ ตื่นกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ทานอาหารเช้าที่โรงแรมกันก่อนหลังจากนั้นก็เริ่มออกเดินทางประมาณ 8 โมงครึ่ง จริงๆ แล้วลุงพี่บิ๊กนัดไว้ 8 โมง แต่จะเป็นไปได้หรอที่จะตรงเวลา 555 >,< เกียวโตเคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นมาก่อน มีประวัตินานกว่า 1200 ปี
วิหารคิโยมิสึ
สำหรับที่แรกที่เราจะไปเที่ยวกันวันนี้คือ วิหารคิโยมิสึ หรือเรียกอีกชื่อว่าวัดน้ำใส ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาฮิงาชิยาม มีชื่อเสียงด้วยห้องโถงกลางของวัดที่ถูกจัดเป็นสมบัติแห่งชาติ แลมีระเบียงไม้ที่ยื่นออกไปนอกวิหารโดยมีเสาค้ำถึง 139 ต้นแต่ละต้นมีความสูงถึง 15 เมตร เป็นจุดชมวิวของเมืองได้อย่างดีค่ะ (อันนี้เอาตามเนื้อหาคู่มือที่ไกด์แจกมาเล่าให้ฟังก่อนนะคะ)
สำหรับการไปวิหารคิโยมิสึนี้เราต้องจอดรถไว้บริเวณล่าง เนื่องจากวิหารนี้ตั้งอยู่บริเวณเนินเขา ดังนั้นเราจึงต้องเดินขึ้นไปค่ะ ทางเดินก็จะเหมือนเดินขึ้นเขาทางชัน แต่ก็ไม่ได้ชันมากยังเดินได้สบายค่ะ ระหว่างสองข้างทางก็จะมีร้านค้าของฝากเต็มสองข้างทาง เรียกว่าเดินได้สบายแล้วยังเพลินอีกด้วย จะบอกว่าถนนและวัดนี้เป็นอีกที่หนึ่งที่ทรายชอบมาก เพราะว่ามีของให้ดูตลอดทางเพลินจริงๆ นะ อิอิ อ้อ ที่นี่เค้าขึ้นชื่อเรื่องผักดองมากนะคะ อย่างไชโป้ดอง ตามร้านที่ขายเค้าจะมีให้ชิมก่อนซื้อ แอบไปชิมมาแล้วจะบอกว่าอร่อยมากก > < ยิ่งถ้าได้กินคู่กับข้าวต้มนะอร่อยเหาะอย่าบอกใครเลย แต่หัวนึงที่ขายเมื่อคิดเป็นเงินไทยแล้วก็ประมาณ 200 กว่าได้มั้งซึ่งมันก็แพงเกินไป๊ เพราะฉะนั้นเราชิมอย่างเดียวพอ อิอิ อ้อ ที่นี่ชูครีมกับไอศกรีมอร่อยนะคะ
เมื่อไปถึงหน้าวิหารเราจะเห็นเสาสีแดงตั้งเด่นสง่าอย่าหน้าทางเข้าค่ะ แอบสงสัยเหมือนกันว่าทำไมต้องมีเสาสีแดงอยู่ในหลายๆ วัดด้วยนะ หลังจากนั้นเราก็เดินขึ้นไปอีกนิดนึงจะเจอกับศาลที่สามารถทำบุญและไหว้พระได้ค่ะ เดินไปอีกหน่อยจะเป็นจุดชมวิวด้านล่างที่สวยงามมาก
ที่วัดนี้เค้าบอกว่าเป็นวัดที่ขลังเรื่องความรัก ดังนั้นจะมีคนมาขอให้ความรักมั่นคง ไม่มีอุปสรรคที่วัดนี้กันเยอะ มีเครื่องของคลังขายด้วยค่ะ ส่วนคนที่ยังไม่มีคู่ ก็จะมีกระต่ายอยู่ตัวนึง เค้าให้เราเอาค้อนตีไม้ที่กระต่ายถืออยู่เค้าบอกว่ากระต่ายจะไปบอกเทพเจ้าให้รู้ว่าเรามาขอเรื่องความรักอะไรทำนองนี้ค่ะ
เดินขึ้นไปอีกหน่อยจะมีก้อนหินอยู่ 2 ก้อน ตั้งไว้อยู่คนละฝั่ง ให้เริ่มต้นที่ก้อนหินก้อนแรก หลับตาเดินจากก้อนหินก้อนแรกไปถึงก้อนหินก้อนที่ 2 แล้วอธิษฐานขออะไรก็ได้ แต่ส่วนใหญ่เค้าว่าจะขอเรื่องความรักกันนะคะ อ้อ ระหว่างที่เดินสามารถมีคนบอกทางได้นะคะ แต่ห้ามจูงห้ามเกาะ ได้แค่บอกเท่านั้น เมื่อไปถึงก้อนหินที่อยู่อีกฝั่งได้โดยไม่ล้มหรือติดอะไรก็แปลว่าสิ่งที่ขอนั้นจะสมหวังค่ะ อันนี้ทรายลองด้วยล่ะ อิอิ
ตัดภาพกลับมาที่อีกส่วนหนึ่งในวิหารทางด้านล่างจะมีน้ำอยู่ 3 สายให้เราเลือกกิน 1 สาย โดยเค้าจะมีกระบอกด้ามยาวๆ ให้เรายื่นไปรองน้ำมาดื่ม ซึ่งน้ำแต่ละสายมีความหมายที่แตกต่างกันค่ะ สายที่ 1 คือความสวยงาม สายที่ 2 คือสุขภาพ สายที่ 3 คือเรื่องเงินทอง แต่พวกเรานานๆ มาทีและด้วยความโลภเราก็รินทั้ง 3 สายในกระบอกเดียวแล้วดื่มตอนสุดท้ายซะเลย คนญี่ปุ่นเค้าก็คงงงกับพวกเราเนอะ ว่าเออ ทำอะไรกันเค้าให้เลือกกินแค่สายเดียว แต่ทำไมพวกนี้กินกันหมดทุกสาย 555
หม้อไฟซูโม่ (จังโกะนาเบะ)
ที่นี่เราใช้เวลาไปค่อนข้างเยอะอยู่มากเรียกว่าหมดเวลาช่วงเช้าไปเลยค่ะ เมื่อเที่ยวที่วิหารนี้เรียบร้อยแล้วเราก็เดินทางไปทานอาหารกลางวันกัน สำหรับมื้อนี้เราทานหม้อไฟซูโม่ (จังโกะนาเบะ) หม้อใหญ่มากกค่ะ ก็จะมีหม้อไฟ สำหรับทาน 4 ท่าน มีข้าว 1 ถ้วยกุ้งสดประมาณ 3 ตัวเล็กๆ แล้วก็ปลาย่าง อันนี้สำหรับแต่ละคนนะคะ สำหรับหม้อไฟ ก็จะมีผักเนื้อหมู เนื้อไก่ เส้นโซบะ ฯลฯ มื้อนี้อิ่มมาก หม้อไฟนี้ทานกัน 4 คนยังทานไม่หมดเลยค่ะ
ศาลเจ้าเฮอิอัน
เมื่ออิ่มแล้วเราก็ไปเที่ยวกันต่อที่ ศาลเจ้าเฮอิอัน เป็นศาลเจ้าที่สร้างเนื่องในโอกาสก่อตั้งเมืองเกียวโตเป็นเมืองหลวงครบ 1100 ปี ที่นี่ไม่ได้เข้าไปถึงตัวศาลเจ้า (อันนี้เราไม่เข้าไปเองต่างหาก) ก็เลยได้แต่ถ่ายรูปกันอยู่บริเวณรอบนอกศาลเจ้า ซึ่งสามารถถ่ายรูปให้ติดเสาสีแดงได้เหมือนกันค่ะ
วัดโรคุองหยิ หรือวัดคิงคาขุจิ “วัดศาลาทอง”
หลังจากนั้นเราก็ไปเที่ยววัดกันต่อ (นี่มันทริปทัวร์ไหว้พระ 9 วัดหรือเปล่าเนี่ย – -‘) วัดโรคุองหยิ หรือที่เข้าใจกันว่าเป็นวัดคิงคาขุจิ “วัดศาลาทอง” หรือวัดในการ์ตูนเรื่องอิคคิวซัง ระหว่างทางที่เดินเข้าไปก็จะมีศิลปะวัดสไตล์ญี่ปุ่นคือ กำแพงวัดจะมีลักษณะเตี้ย สำหรับวิหารหรือศาลาทองนี้มี 3 ชั้น ชั้นแรกมีลักษณะเป็นพระราชวัง ชั้นที่ 2 เป็นแบบบ้านซามูไร ส่วนชั้นที่ 3 เป็นวัดแบบเซน วัดนี้มีความสวยงามค่ะ เมื่อปราสาทสีทองส่องกระทบกับพื้นผิวน้ำแล้วถ้าแดดสวยๆ นะรับรองว่าถ่ายรูปออกได้งดงามมากค่ะ สำหรับวิหารนี้ไม่สามารถเข้าชมได้นะคะ เราก็ได้แต่ถ่ายรูปคู่วิหารอยู่บริเวณนอก
ชินไซบาชิ
หลังจากนั้นถึงเวลากลับโอซาก้าแล้วค่า กลับไปช้อปปิ้งกันต่อที่ชินไซบาชิ วันนี้เราจะไปแวะกันที่ร้านกูลิโกะ แล้วก็หอบซื้อกูลิโกะรสแปลกๆ อย่างรสทาโกะยากิ รสชาเขียว อันนี้อาจจะไม่แปลกแต่เป็นอะไรที่ต้องซื้ออ่ะนะ อิอิ สำหรับโลโก้รูปผู้ชายยืนชูมือที่เป็นโลโก้ของกูลิโกะ เอาไว้จะเล่าให้ฟังว่ามีที่มายังไง ในทริปวันที่ 3 นะคะ ค่ะ อ้อ ระหว่างทางที่ถนนชินไซบาชิจะมีร้านขายผลไม้อยู่ร้านนึงเลยแวะซื้อสตอเบอรี่มาทานที่ห้องจะบอกว่าสตอเบอรี่อร่อยมาก หวานฉ่ำมาก แล้วเนื้อสตอเบอรีเค้าก็ไม่เหมือนกับที่เมืองไทยเลย เนื้อข้างในจะเป็นสีขาว แล้วก็ไม่นิ่มเละแต่หวานมากๆ
Okoniyaki
สำหรับมื้อเย็นวันนี้เราจะพาไปกิน โอโคนิยากิ หรือที่หลายๆ คนเรียกว่าพิซซ่าญี่ปุ่น ที่ร้าน Chibo ตอนแรกที่ได้ฟังว่าจะกินพิซซ่าญี่ปุ่นนี่อยากทำหน้าเป็นลมมากเลย เพราะจำได้ว่าเคยกินที่เมืองไทยร้านที่สยามแล้วจะบอกว่าครั้งเดียวก็มากพอ ต่อไปจะไม่กินอีกแล้ว เพราะมันเป็นแป้งนิ่ม แหยะๆ กินแล้วเลี่ยนมาก แต่พอมาทานที่ร้านนี้แล้วจะบอกว่ารสชาติช่างต่างจากที่เมืองไทยอย่างสิ้นเชิง เพราะมันอร่อยมากจริงๆ ไม่ได้เลี่ยนอะไรมากมายขนาดนั้น แถมยังมียากิโซบะอีกด้วยเส้นยากิที่นี่อร่อยมาก เมื่ออิ่มหนำแล้วเราก็กลับโรงแรมกัน และแล้วก็จบวันที่ 2 เที่ยวเกียวโตแต่เพียงเท่านี้ สำหรับวันที่ 3 เดี๋ยวมาเล่ามาให้ฟังใหม่นะคะ ^_^













ชายหาดหัวหิน





นักร้องที่เพลินวาน
ร้านกาแฟ



ตุ๊กตาใส่นามบัตรอยู่ตรงทางเข้า
รถเวสป้าที่อยู่ตรงทางเข้าเพลินวาน
ปิดท้ายด้วยรูป 2 สาว ที่เพลินวาน อิอิ