Tag Archives: สถานที่ท่องเที่ยว

แม่หญิงเยือนแดนปลาดิบ Day II (Kyoto)

4 Feb

วันนี้เราจะเที่ยวเกียวโตกันนะคะ ตื่นกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ทานอาหารเช้าที่โรงแรมกันก่อนหลังจากนั้นก็เริ่มออกเดินทางประมาณ 8 โมงครึ่ง จริงๆ แล้วลุงพี่บิ๊กนัดไว้ 8 โมง แต่จะเป็นไปได้หรอที่จะตรงเวลา 555 >,< เกียวโตเคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นมาก่อน มีประวัตินานกว่า 1200 ปี

วิหารคิโยมิสึ

สำหรับที่แรกที่เราจะไปเที่ยวกันวันนี้คือ วิหารคิโยมิสึ หรือเรียกอีกชื่อว่าวัดน้ำใส ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาฮิงาชิยาม มีชื่อเสียงด้วยห้องโถงกลางของวัดที่ถูกจัดเป็นสมบัติแห่งชาติ แลมีระเบียงไม้ที่ยื่นออกไปนอกวิหารโดยมีเสาค้ำถึง 139 ต้นแต่ละต้นมีความสูงถึง 15 เมตร เป็นจุดชมวิวของเมืองได้อย่างดีค่ะ (อันนี้เอาตามเนื้อหาคู่มือที่ไกด์แจกมาเล่าให้ฟังก่อนนะคะ)

สำหรับการไปวิหารคิโยมิสึนี้เราต้องจอดรถไว้บริเวณล่าง เนื่องจากวิหารนี้ตั้งอยู่บริเวณเนินเขา ดังนั้นเราจึงต้องเดินขึ้นไปค่ะ ทางเดินก็จะเหมือนเดินขึ้นเขาทางชัน แต่ก็ไม่ได้ชันมากยังเดินได้สบายค่ะ ระหว่างสองข้างทางก็จะมีร้านค้าของฝากเต็มสองข้างทาง เรียกว่าเดินได้สบายแล้วยังเพลินอีกด้วย จะบอกว่าถนนและวัดนี้เป็นอีกที่หนึ่งที่ทรายชอบมาก เพราะว่ามีของให้ดูตลอดทางเพลินจริงๆ นะ อิอิ อ้อ ที่นี่เค้าขึ้นชื่อเรื่องผักดองมากนะคะ อย่างไชโป้ดอง ตามร้านที่ขายเค้าจะมีให้ชิมก่อนซื้อ แอบไปชิมมาแล้วจะบอกว่าอร่อยมากก > < ยิ่งถ้าได้กินคู่กับข้าวต้มนะอร่อยเหาะอย่าบอกใครเลย แต่หัวนึงที่ขายเมื่อคิดเป็นเงินไทยแล้วก็ประมาณ 200 กว่าได้มั้งซึ่งมันก็แพงเกินไป๊ เพราะฉะนั้นเราชิมอย่างเดียวพอ อิอิ อ้อ ที่นี่ชูครีมกับไอศกรีมอร่อยนะคะ

เมื่อไปถึงหน้าวิหารเราจะเห็นเสาสีแดงตั้งเด่นสง่าอย่าหน้าทางเข้าค่ะ แอบสงสัยเหมือนกันว่าทำไมต้องมีเสาสีแดงอยู่ในหลายๆ วัดด้วยนะ หลังจากนั้นเราก็เดินขึ้นไปอีกนิดนึงจะเจอกับศาลที่สามารถทำบุญและไหว้พระได้ค่ะ เดินไปอีกหน่อยจะเป็นจุดชมวิวด้านล่างที่สวยงามมาก

ที่วัดนี้เค้าบอกว่าเป็นวัดที่ขลังเรื่องความรัก ดังนั้นจะมีคนมาขอให้ความรักมั่นคง ไม่มีอุปสรรคที่วัดนี้กันเยอะ มีเครื่องของคลังขายด้วยค่ะ ส่วนคนที่ยังไม่มีคู่ ก็จะมีกระต่ายอยู่ตัวนึง เค้าให้เราเอาค้อนตีไม้ที่กระต่ายถืออยู่เค้าบอกว่ากระต่ายจะไปบอกเทพเจ้าให้รู้ว่าเรามาขอเรื่องความรักอะไรทำนองนี้ค่ะ

เดินขึ้นไปอีกหน่อยจะมีก้อนหินอยู่ 2 ก้อน ตั้งไว้อยู่คนละฝั่ง ให้เริ่มต้นที่ก้อนหินก้อนแรก หลับตาเดินจากก้อนหินก้อนแรกไปถึงก้อนหินก้อนที่ 2 แล้วอธิษฐานขออะไรก็ได้ แต่ส่วนใหญ่เค้าว่าจะขอเรื่องความรักกันนะคะ อ้อ ระหว่างที่เดินสามารถมีคนบอกทางได้นะคะ แต่ห้ามจูงห้ามเกาะ ได้แค่บอกเท่านั้น เมื่อไปถึงก้อนหินที่อยู่อีกฝั่งได้โดยไม่ล้มหรือติดอะไรก็แปลว่าสิ่งที่ขอนั้นจะสมหวังค่ะ อันนี้ทรายลองด้วยล่ะ อิอิ

ตัดภาพกลับมาที่อีกส่วนหนึ่งในวิหารทางด้านล่างจะมีน้ำอยู่ 3 สายให้เราเลือกกิน 1 สาย โดยเค้าจะมีกระบอกด้ามยาวๆ ให้เรายื่นไปรองน้ำมาดื่ม ซึ่งน้ำแต่ละสายมีความหมายที่แตกต่างกันค่ะ สายที่ 1 คือความสวยงาม สายที่ 2 คือสุขภาพ สายที่ 3 คือเรื่องเงินทอง แต่พวกเรานานๆ มาทีและด้วยความโลภเราก็รินทั้ง 3 สายในกระบอกเดียวแล้วดื่มตอนสุดท้ายซะเลย คนญี่ปุ่นเค้าก็คงงงกับพวกเราเนอะ ว่าเออ ทำอะไรกันเค้าให้เลือกกินแค่สายเดียว แต่ทำไมพวกนี้กินกันหมดทุกสาย 555

หม้อไฟซูโม่ (จังโกะนาเบะ)

ที่นี่เราใช้เวลาไปค่อนข้างเยอะอยู่มากเรียกว่าหมดเวลาช่วงเช้าไปเลยค่ะ เมื่อเที่ยวที่วิหารนี้เรียบร้อยแล้วเราก็เดินทางไปทานอาหารกลางวันกัน สำหรับมื้อนี้เราทานหม้อไฟซูโม่ (จังโกะนาเบะ) หม้อใหญ่มากกค่ะ ก็จะมีหม้อไฟ สำหรับทาน 4 ท่าน มีข้าว 1 ถ้วยกุ้งสดประมาณ 3 ตัวเล็กๆ แล้วก็ปลาย่าง อันนี้สำหรับแต่ละคนนะคะ สำหรับหม้อไฟ ก็จะมีผักเนื้อหมู เนื้อไก่ เส้นโซบะ ฯลฯ มื้อนี้อิ่มมาก หม้อไฟนี้ทานกัน 4 คนยังทานไม่หมดเลยค่ะ

ศาลเจ้าเฮอิอัน

เมื่ออิ่มแล้วเราก็ไปเที่ยวกันต่อที่ ศาลเจ้าเฮอิอัน เป็นศาลเจ้าที่สร้างเนื่องในโอกาสก่อตั้งเมืองเกียวโตเป็นเมืองหลวงครบ 1100 ปี ที่นี่ไม่ได้เข้าไปถึงตัวศาลเจ้า (อันนี้เราไม่เข้าไปเองต่างหาก) ก็เลยได้แต่ถ่ายรูปกันอยู่บริเวณรอบนอกศาลเจ้า ซึ่งสามารถถ่ายรูปให้ติดเสาสีแดงได้เหมือนกันค่ะ

วัดโรคุองหยิ หรือวัดคิงคาขุจิ “วัดศาลาทอง”

หลังจากนั้นเราก็ไปเที่ยววัดกันต่อ (นี่มันทริปทัวร์ไหว้พระ 9 วัดหรือเปล่าเนี่ย – -‘) วัดโรคุองหยิ หรือที่เข้าใจกันว่าเป็นวัดคิงคาขุจิ “วัดศาลาทอง” หรือวัดในการ์ตูนเรื่องอิคคิวซัง ระหว่างทางที่เดินเข้าไปก็จะมีศิลปะวัดสไตล์ญี่ปุ่นคือ กำแพงวัดจะมีลักษณะเตี้ย สำหรับวิหารหรือศาลาทองนี้มี 3 ชั้น ชั้นแรกมีลักษณะเป็นพระราชวัง ชั้นที่ 2 เป็นแบบบ้านซามูไร ส่วนชั้นที่ 3 เป็นวัดแบบเซน วัดนี้มีความสวยงามค่ะ เมื่อปราสาทสีทองส่องกระทบกับพื้นผิวน้ำแล้วถ้าแดดสวยๆ นะรับรองว่าถ่ายรูปออกได้งดงามมากค่ะ สำหรับวิหารนี้ไม่สามารถเข้าชมได้นะคะ เราก็ได้แต่ถ่ายรูปคู่วิหารอยู่บริเวณนอก

ชินไซบาชิ

หลังจากนั้นถึงเวลากลับโอซาก้าแล้วค่า กลับไปช้อปปิ้งกันต่อที่ชินไซบาชิ วันนี้เราจะไปแวะกันที่ร้านกูลิโกะ แล้วก็หอบซื้อกูลิโกะรสแปลกๆ อย่างรสทาโกะยากิ รสชาเขียว อันนี้อาจจะไม่แปลกแต่เป็นอะไรที่ต้องซื้ออ่ะนะ อิอิ สำหรับโลโก้รูปผู้ชายยืนชูมือที่เป็นโลโก้ของกูลิโกะ เอาไว้จะเล่าให้ฟังว่ามีที่มายังไง ในทริปวันที่ 3 นะคะ ค่ะ อ้อ ระหว่างทางที่ถนนชินไซบาชิจะมีร้านขายผลไม้อยู่ร้านนึงเลยแวะซื้อสตอเบอรี่มาทานที่ห้องจะบอกว่าสตอเบอรี่อร่อยมาก หวานฉ่ำมาก แล้วเนื้อสตอเบอรีเค้าก็ไม่เหมือนกับที่เมืองไทยเลย เนื้อข้างในจะเป็นสีขาว แล้วก็ไม่นิ่มเละแต่หวานมากๆ

Okoniyaki

สำหรับมื้อเย็นวันนี้เราจะพาไปกิน โอโคนิยากิ หรือที่หลายๆ คนเรียกว่าพิซซ่าญี่ปุ่น ที่ร้าน Chibo ตอนแรกที่ได้ฟังว่าจะกินพิซซ่าญี่ปุ่นนี่อยากทำหน้าเป็นลมมากเลย เพราะจำได้ว่าเคยกินที่เมืองไทยร้านที่สยามแล้วจะบอกว่าครั้งเดียวก็มากพอ ต่อไปจะไม่กินอีกแล้ว เพราะมันเป็นแป้งนิ่ม แหยะๆ กินแล้วเลี่ยนมาก แต่พอมาทานที่ร้านนี้แล้วจะบอกว่ารสชาติช่างต่างจากที่เมืองไทยอย่างสิ้นเชิง เพราะมันอร่อยมากจริงๆ ไม่ได้เลี่ยนอะไรมากมายขนาดนั้น แถมยังมียากิโซบะอีกด้วยเส้นยากิที่นี่อร่อยมาก เมื่ออิ่มหนำแล้วเราก็กลับโรงแรมกัน และแล้วก็จบวันที่ 2 เที่ยวเกียวโตแต่เพียงเท่านี้ สำหรับวันที่ 3 เดี๋ยวมาเล่ามาให้ฟังใหม่นะคะ ^_^

Hua Hin – Plearnwan

7 Jul

เมื่อวันเสาร์มีโอกาสได้ไปเที่ยวเพลินวาน ที่หัวหินมา ด้วยความที่ไม่ได้นัด แล้วก็ปุบปับๆ ไป บอกเพื่อนว่าหยุดยาวเลย เพื่อนก็เลยชวนไปเพลินวานซะเลย เราก็คนใจง่าย เรื่องเที่ยวเนีย ไปไหนก็ไป เออๆ ออๆ ไปเลย ก็เลยเอาเรื่องราว และรูปมาฝากให้ดูกันค่ะ (ขออกตัวเรื่องถ่ายภาพก่อนนะคะว่าอาจจะถ่ายไม่สวย อิอิ)

เริ่มต้นเดินทางนัดเจอกันที่เซ็นจูรี่ อนุเสาวรีย์ ตอน 7 โมงเช้า ไปถึงตั้งแต่ยังไม่ 7 โมง ปรากฎว่าต้องรอคุณเพือนอีกประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง ดีที่มี Twitter ให้ jibjib ให้เล่นไปเพลินๆ อิอิ พอเพื่อนมาถึงก็ลงไปที่คิวรถตู้ ไปหัวหิน ค่ารถคนละ 200 นั่งรถประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งน่าจะได้ ไปถึงหัวหินสิ่งแรกที่ทำคือกินก่อน กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ไปนั่งกินข้าวมันไก่ ราคาจานละ 25 บาท  ถือว่าก็โอเคอยู่ ไก่นุ่มดี แต่ว่าน้ำจิ้มเหมือนเอาซีอิ้วหวานมาใส่ข่ากับพริกแค่นั้น ก็เลยไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ น้ำซุปก็ไม่มีให้ -*- (ขอแอบบ่นนิดนึง) ถ้าจะกินน้ำซุปต้องสั่งพวกตุ๋นยาจีนเป็นถ้วยต่างหากอีกที

1ชายหาดหัวหิน

พออิ่มแล้วก็เดินไปทะเลหัวหิน ที่ชายหาด ปูเยอะมากๆๆๆ จะเห็นว่าตรงทรายเป็นรูปูกลมๆ ตลอดหาที่เรียบๆ แทบไม่ได้ เดินไป ยังกลัวว่าจะเหยียบมันหรือเปล่า แดดที่นี่แรงมากๆๆ เผาผิวจนไหม้เลยทีเดียว ตั้งใจว่าจะเดินเล่นไม่ไกล แล้วเดี๋ยวค่อยหาทางขึ้น แต่ชายหาดที่นี่มีรีสอร์ทอยู่ติดๆ กันไปหมด จะเดินทะลุขึ้นถนนใหญ่ก็กลัวเค้าจะไม่ให้เดินผ่าน ก็ต้องเดินกันไปให้แดดมันเผา อย่างเมื่อยเลยทีเดียว

3
โรงแรมริมหาดหัวหิน ส่วนใหญ่มีแต่นักท่องเที่ยวต่างประเทศ

หลังจากเดินชายหาดก็ตั้งใจว่าจะไปร้านกาแฟข้างบ้าน ที่ซอย 83 พอเดินขึ้นที่ถนนใหญ่ได้ เห็นว่ามีคิวรถสองแถวจอดอยู่ กับพี่ผู้ชายอีกคนนึง ก็เลยถามว่าจะไปซอย 83 ไปไหม เค้าก็บอกว่าไป ด้วยความเข้าใจผิดที่ว่าเค้าน่าจะเป็นคนขับรถสองแถวอ่ะ แต่จริงๆ แล้วมอเตอร์ไซต์เค้าจอดอยู่ข้างๆ จากที่จะนั่งสองแถวกลายเป็นต้องนั่งมอเตอร์ไซต์แทน แล้วซ้อน 3 (ดีนะไม่โดนจับ) เสียค่ารถคนละ 20 บาท ที่เด็ดกว่านั้น พี่คนขับแกรเล่นออกรถแบบพุ่งไปไม่ดูรถทางตรงเลย เลยเบรกกันเอี๊ยดอ๊าด ส่วนผู้โดยสารสาวสองคนที่ซ้อนอยู่ ไม่ทำอะไร นอกจากกรี๊ดใส่หูพี่คนขับอย่างเดียว ฮาาาาาา

4

8

ร้านกาแฟ ข้างบ้าน

แต่ก็ไปถึงร้านกาแฟข้างบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่ว่าหัวฟูไปหน่อยนะ  บรรยากาศที่ร้านก็น่านั่ง ถ้านั่งข้างนอกจะมีต้นไม้เยอะหน่อยร่มรื่นไปอีกแบบ แต่สองสาวแบบว่าร้อนมากมาย ขอหลบไปนั่งในห้องแอร์แล้วกัน ที่นี่มีบริการอินเทอร์เน็ตด้วยคิดชั่วโมงละ 30 บาท

ส่วนกาแฟ ก็รสชาติดี ราคาไม่แพง เราสั่งคาปูชิโน่เย็นไป ราคาแก้วนึงก็ประมาณ 45-50 แล้วเลยสั่งเค้กบลูเบอร์รี่ชีสพายไปด้วย รสชาติก็อร่อยดีเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าบิสกิตข้างล่างมันค่อนข้างหยาบๆ พอเคี้ยวแล้วรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ยังถือว่าโอเคอยู่ดี ที่ร้านนี้ส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อแล้ว take home มากกว่านั่งที่ร้าน  อ้อ ที่ร้านนี้เป็นร้านของดาราช่อง 7 ด้วย แต่ว่าไม่รู้ว่าชื่ออะไร แต่เป็นลูกครี่งคาดว่าน่าจะครึ่งเยอรมันนะ

6 7
คาปูชิโนเย็น คาปูชิโนกับเค้กบลูเบอร์รี่พาย

กินอิ่มจากร้านกาแฟข้างบ้านจบจากร้านกาแฟข้างบ้าน ก็ไปต่อที่สถานีรถไฟหัวหินเพื่อถ่ายรูปกัน จริงๆ เจ้าของร้านเค้าน่าจะปลื้มใจนะว่า ลูกค้าลงทุนและตั้งใจมากินจริงๆ เพราะต้องนั่งมอเตอร์ไซค์มา แล้วนั่งรถสองแถวกลับ จากซอย 83 ไปสถานีรถไฟหัวหิน สองแถวคิดเงิน 100 บาท

และแน่นอนว่าถ้าไปสถานีรถไฟแล้ว ที่ที่จะต้องถ่ายรูปก็ต้องเป็นป้ายสถานีแน่นอน แทบจะต้องตบตีกับคนอื่น หรือไม่ก็ต้องรอคิวในการเข้าไปถ่ายนิดนึง แต่ก็นะป้ายเค้าสวยจริง สีเด่นดี อิอิ

9

แล้วการที่ไปเที่ยวกันสองคนแล้วอยากได้รูปคู่ ก็ต้องอาศัยการตั้งกล้องนี่หล่ะ แล้วรูปที่ได้ก็จะออกมาเป็นแบบนี้ ฮาาาาา

plernwarn

พอถ่ายรูปกันจนพอใจ สถานที่ต่อไป ก็เป็นจุดหมายปลายทางที่เราต้องการไปกันในวันนี้ นั่นก็คือ เพลินวาน จากสถานีรถไฟ เดินไปยังตลาดโต้รุ่ง หน้าร้าน 7-11 จะมีรถสองแถวขับผ่านเพลินวาน จริงๆ แล้วถ้าไม่แวะมาที่นี่ ตรงบริเวณร้านเฟอร์นิเจอร์อินเด็กซ์เพลินวานเค้าจะมีรถรับส่งให้ฟรี สามารถนั่งไปที่เพลินวานได้เลย ส่วนรถสองแถวที่ขึ้นมาจากตลาดไปเพลินวานก็คิดราคาคนละ 10 บาท

ถ้าใครจะไปเพลินวาน ลองเข้าไปเช็คดูก่อนได้ว่าวันไหนมีกิจกรรมอะไรบ้าง www.plearnwan.com เช่นหนังกลางแปลง ดนตรี อย่างวันเสาร์ที่ไปนั้นมีวงดนตรี ตอนบ่าย 3 โมงเย็น อยากบอกว่านักร้องร้องเพลงเพราะมากๆๆ แล้วแต่ละเพลงที่เลือกมานั้นก็เพราะอีกจริงๆ ส่วนก่อนที่นักดนตรีจะตั้งวงในเพลินวานเค้าก็จะเปิดเพลงคลอตลอดเวลา เพลงส่วนใหญ่ก็จะเก่าๆ สักหน่อย รุ่นประมาณใหม่ เจริญปุระ อัลบั้มแรกๆ
จิ้กโก๋หน่อยก็แนวบิลลี่ โอแกน ให้เข้ากับบรรยากาศยุค 70

12นักร้องที่เพลินวาน

ในเพลินวานเค้าจะมีร้านค้าอยู่หลายร้าน เช่น ร้านกาแฟ ร้านหวานเย็น ร้านห้องเสื้อ ร้านของเล่นเก่าๆ ร้านเหล้าก็มีแต่ว่าจะเปิดช่วงเย็นๆ หน่อย ส่วนบริเวณด้านล่างก็จะมีรถเข็นขายน้ำอัดแก๊ส คล้ายๆ น้ำอัดลมนั่นหล่ะ แต่ว่าที่นี่ของกินราคาค่อนข้างแพงหน่อย แต่ก็ยังแพงในระดับที่รับได้อยู่ อย่างน้ำอัดแก๊สแก้วนึงก็ 35 บาท หวานเย็น น้ำแข็งใสที่สั่งมา ใส่เครื่อง 2 อย่างราคาก็ 35 บาทเหมือนกัน แต่ก็ถือว่ายังพอรับได้อยู่ สถานที่เค้าก็ให้เข้าฟรีอ่ะนะ

13ร้านกาแฟ

14
น้ำอัดลมโบราณ

15
ร้านตัดผมโบราณ

16 17

ร้านขนมหวานเย็น

20 18
ห้องเสื้อไฉไล

ในเพลินวานชอบร้านห้องเสื้อไฉไลมากที่สุด ชอบสีสันเสื้อผ้า อีกอย่างเป็นคนชอบช็อปปิ้งอยู่แล้ว สนใจเรื่องแบบนี้อยู่แล้วเป็นทุนเดิม อิอิ อ้อ บริเวณด้านล่างเค้ามีกิจกรรมให้เล่นด้วย เหมือนไปตามงานวัดหล่ะ พวกยิงปืน อะไรแบบนี้ ตรงทางเข้าจะมีแผนที่เพลินวานให้ดูด้วยว่าร้านไหนอยู่ตรงไหน ชั้นไหนบ้าง แต่บังเอิญมาเห็นตอนจะกลับแล้ว เลยไม่ผลอะไร ฮาาา

21ตุ๊กตาใส่นามบัตรอยู่ตรงทางเข้า

ไล่ถ่ายรูปจากชั้นบนมาชั้นล่าง แล้วก็ทางเข้า-ออก ตรงทางเข้า-ออกนี้ เขาจะมีรถเวสป้าจอดอยู่หลายคัน สีสันสวยงามดี แล้วก็มีห้องที่ทำการอำเภอเพลินวานด้วยนะ มีตัวตุ๊กตาถือกล่องรับนามบัตรด้วย ก็น่ารักไปอีกแบบ

22รถเวสป้าที่อยู่ตรงทางเข้าเพลินวาน

เมื่อถ่ายรูปกันจนจุใจแล้วก็ถึงเวลากลับ ใจจริงอยากจะนั่งฟังเพลงเพลินๆ ต่อเพลงเพราะ นักร้องเสียงดี แต่ก็กลัวกลับไม่ทันรถตู้ ตอนขากลับรถติดนานมากๆๆ ตอนแรกคิดว่านี่หัวหินรถติดเหมือนกรุงเทพฯ ด้วยหรอ เพิ่งเข้าใจว่าอ้อ ติดขบวนเสด็จฯ โดยสารด้วยรถสองแถวอีกเช่นเคย จากเพลินวานไปลงที่ท่ารถตู้คนละ 15 บาท วันนั้นกลับถึงบ้านก็ประมาณ 3 ทุ่ม

เหนื่อยและเพลียมากๆ แต่ก็มีความสุข และ สนุกมากๆๆๆ เหมือนกัน อารมณ์ไปเที่ยวกับเพื่อนแนวเดียวกัน เที่ยวเอง มั่วเส้นทางกันเองมั่ง นั่งรถสองแถว ทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ บ้างให้ชีวิตมีสีสัน ไม่ซ้ำซาก ก็สนุกไปอีกแบบ เรียกว่าทริปนี้เล่นเอาเหนื่อยและเพลียมากๆ เหมือนกัน แต่ก็สนุกมากๆๆ เหมือนกัน เพิ่งคุยกับเพือนว่าอยากไปอัมพวา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเหมาะๆ ว่างตรงกันเมื่อไหร่ แต่ถ้าได้ไปเที่ยวที่ไหนอีก ก็จะเก็บภาพมาเล่าให้ฟังอีกครั้งค่ะ ;)

23ปิดท้ายด้วยรูป 2 สาว ที่เพลินวาน อิอิ

รับชมรูปภาพเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ => Flickr/maeyingzine

 

You need to log in to vote

The blog owner requires users to be logged in to be able to vote for this post.

Alternatively, if you do not have an account yet you can create one here.

Powered by Vote It Up