Tag Archives: shopping

หนาวๆ ที่ South Korea – II

24 Mar

วันที่ 2 โปรแกรมเที่ยวของวันนี้จะไปเล่นสกี ทำกิมจิ ใส่ชุดฮันบก แล้วก็ไป Everland ต่อ แต่ก่อนไปเที่ยว ขอย้อนกลับไปคืนที่แรกก่อน ที่โรงแรมจะมี 7-11 กับ Family mart อยู่ ซึ่งร้านพวกนี้มันก็มีอยู่ทั่วไป แต่อาวายเล่าให้ฟังว่าร้านค้าแบบ 7-11 ที่เป็นของคนเกาหลีจริงๆ ก็มีนะ ร้าน 7-11 จะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนร้านที่เป็นของคนเกาหลีแท้ๆ  ชื่อร้านว่า GS25 มาจากความอยากเอาชนะร้านจากต่างประเทศ เลยบอกว่าร้านเค้าน่ะเปิด 25 ชั่วโมงนะ (เอามาจากไหนอีก 1 ชั่วโมงหว่า) 5555 ก็เป็นความเข้าใจคิดแบบน่ารักปนตลกดีเหมือนกัน

มัวแต่เล่าเรื่องชั่วโมงร้านลืมบอกว่า ไปซื้อขนมมาอย่างนึงลองกินดู ขนมกรอบๆ ที่ทำเหมือนแป้งต๊อก มันไม่อร่อยเลย เป็นแป้งกรอบแล้วก็หวานมาก :( แต่ก็โอเคถือว่าไปลองอะไรแปลกๆ

ไปเที่ยวกันต่อดีกว่า เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการไปเล่นสกี ก่อนอื่นก็ต้องไปเช่าชุดเสื้อ กางเกงที่นึงก่อน แล้ค่อยไปที่ลานสกี เมื่อไปถึงก็ต้องไปวัดเท้าก่อนนะว่าเท้าไซส์ไหน เสร็จแล้วก็ค่อยเอากระดาษที่จดไซส์ไปให้ พนง เค้าจะเลือกรองเท้าตามไซส์มาให้เรา หลังจากนั้นก็เอารองเท้าไปล็อคถัดไปเพื่อให้เค้าทำการวัดรองเท้ากับไม้ลื่นสกี เพื่อที่เวลาเราเอาเท้าวางแล้วจะได้ล็อคพอดี ไม่หลุดเวลาเล่นขอบอกว่าอุปกรณ์สองอย่างนี้มันหนักมาก เวลาเดินที่พื้นธรรมดาก็ลำบากมาก ด้วยความที่ตัวเล็กมั้งมันเลยยิ่งทุลักทุเลมาก เสร็จแล้วก็ไปเอาไม้ไปเล่นสกีได้เลย อ่อก่อนไปเล่นถ้าใครมีกระเป๋าหรือของติดตัว เค้าจะมี Locker ให้เช่าราคา 500 วอน ก็สามารถเช่าไว้เก็บรองเท้า กระเป๋าไว้ได้ เสร็จแล้วก็ไปเล่นกันได้เลย

ตอนแรกคิดว่าจะหนาวมาก แต่พอเล่นๆ ไปแล้วร้อนเลย เหงื่อออกด้วย และสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นจะบอกว่ามันทั้งเกร็งต้นแขน ขา เกร็งไปหมด เมื่อยสุดๆ แขนขาล้าไปเลย แต่ก็สนุกมาก สนุกจริงๆ

Kimjiland

เสร็จจากเล่นสกีก็ไปเรียนทำกิมจิต่อ อันนี้เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ถ้าใครทำกิมจิออกมาสวยหมายความว่าจะได้แต่งงาน จริงป่าวก็ไม่รู้แต่เพื่อนเล่าให้ฟังมาอีกที ส่วนวิธีการทำก็ เค้าจะมีผักมาให้ช่อนึง แล้วก็ซอสที่เค้าปรุงเสร็จแล้ว เราก็แค่เอาซอสนั้นมาป้ายๆ ที่ผัก ตั้งแต่โคนหรือก้านก่อนค่อยๆ ลงมาที่ใบ เสร็จแล้วก็ม้วนๆ ผักให้ดูเป็นก้อนๆ แค่นี้ก็เสร็จแล้ว

พอทำเสร็จก็ไปถ่ายรูปชุดฮันบกกัน ชุดที่เลือกมาใส่ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นชุดอะไร แต่ที่เลือกเพราะเห็นว่าสีมันแจ่มดีเวลาถ่ายรูปออกมาจะได้สวยๆ 55 มารู้ทีหลังกว่าเป็นชุดนางรำ ที่รำหน้าลานให้กับพระราชาดูอะไรทำนองนั้น ก็สนุกดี ชอบๆ

Kalbi (หมูย่างเกาหลี)

เสร็จแล้วก็ไปกินหมูย่างเกาหลีกัน อร่อยล้ำมากกกกกกก ลืมหมูย่างเกาหลีที่เมืองไทยไปเลย ย่างเลยตัดเอง ห่อกับผักจิ้มน้ำจิ้ม สุดยอด เปรมมากกกกก

Everland

เสร็จแล้วก็ Everland กัน ที่นี่หนาวมาก เพราะเป็นสวนสนุกที่อยู่ในหุบเขา จะเข้าไปเล่นเครื่องเล่นก็ต้องนั่งกระเช้าลงไปนะ พอจะกลับก็ต้องเดินหรือนั่งกระเช้าขึ้นมาอีกที ส่วนเครื่องเล่นนี่ไม่ได้เล่นอะไรสักอย่าง เป็นคนไม่ชอบเล่นอะไรหวาดเสียวเลย เลยไปต่อแถวเข้าไปไลเกอร์แทน อันนี้จริงๆ ก็ไม่ได้อยากดูอีกเหมือนกัน เพราะไม่ชอบสัตว์ ต่อแถวยาวมาก พอไปถึงก็นั่งรถเข้าไป วนๆ แป๊บเดียวก็จบแล้ว ดูเร็วกว่าต่อแถวอีก – -‘ อ่อ ก่อนไปดูไลเกอร์ก็ไปดูแกะแก้มชมพู น่ารักดี แค่นี้ก็หมดเวลาแล้ว กว่าจะกลับขึ้นมาก็เย็นย่ำแล้วจ้า

หม้อไฟ

ปิดท้ายวันนี้ด้วยการกินหม้อไฟ อร่อยกิ๊บกิ้วอีกแล้ว มีเหล้าบ๊วยเหมือนที่ญี่ปุ่นเลย แต่เหล่าบ๊วยที่ญี่ปุ่นอร่อยกว่าเยอะ ทริปนี้มีความสุขกับอาหารมาก

กินเสร็จก็กลับโรงแรม ก่อนนอนก็เลยออกมาเดินเล่นแถวๆ โรงแรมเลยแวะกินโอเด้ง หรือปลาแผ่นเสียบไม้พร้อมกับน้ำซุป ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะ 4-500 วอนนี่แหละ แล้วก็สนองนี๊ดด้วยการกินต๊อกโปกิ อร่อยมากชอบอ่ะ ชอบแป้งเหนียวๆ ซอสที่ราดก็ออกจะเผ็ดหน่อย แต่ถ้าไม่เผ็ดมันก็คงเลี่ยนน่าดู นั่งกินกันอยู่หน้าร้านนั่นแหละ ส่วนเพื่อนคนอื่นบางคนก็ไปกินปลาหมึกดิ้นๆ บรึ๋ยยยยย ไม่เอาอ่ะ >.<

เป็นอันจบทริปการเที่ยวของวันที่ 2 แล้วจ้า ติดตามวัน 3-4 กันต่อนะ อาจจะเอามารวมกันเป็นเรื่องเดียวเลย เพราะที่เหลือส่วนใหญ่ก็จะไปที่ที่เค้าขายของอย่างศูนย์โสม, สาหร่าย, ศูนย์สมุนไพรแล้วก็ช็อปปิ้งแล้วหล่ะ

หนาวๆ ที่ South Korea

7 Mar

ไปเที่ยวประจำปีกับ mInteraction ที่เกาหลีกันจ้า ออกเดินทางกลางคืนของวันที่ 21 ก.พ. ถึงเช้าวันพุธ 22 ก.พ. เที่ยวกันถึงวันที่ 25 ไปกับทัวร์ Discovery Korea เดินทางโดยสารการบิน Jin Air (ที่คิดว่าโคตรจะเล็กและอึดอัด แทบไม่มีอากาศหายใจ ขนาดว่าเป็นคนตัวเล็กแล้วนะ -_-’ เหมือนกันแย่งหายใจ ทำให้อาการแพ้อากาศกำเริบ เสียงบี้เลย T^T) ใช้เวลาในการบินประมาณ 5 ชั่วโมง และเวลาที่เกาหลีก็เร็วกว่าบ้านเรา 2 ชั่วโมง

เมื่อไปถึงสนามบินอินชอนแล้ว เวลาจะผ่าน ตม. เลือกต่อแถวดีๆ นะ ถ้าเห็นแถวไหนที่มีเหมือน Labor หรือคนผิวดำอย่าไปต่อแถวนั้นนะ จะช้ามาก ตม.คงตรวจกันนานหน่อย สำหรับวันนี้เราก็ไปเที่ยว คลองชองเกชอน พิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาหมี คล้องกุญแจคู่รักที่ Seoul Tower ตลาดทงแดมุน และเกาะนามิ เริ่มกันที่คลองชองเกชอนเลยนะ สำหรับทริปนี้ได้ไกด์ผู้น่ารักคือ อาวาย ใจดี ตลก เป็นกันเองมากๆ เป็นคนเกาหลีที่แต่งงานกับคนไทย และช่างภาพ micky เป็นคน active มากๆ คอยดูแลอำนวยความสะดวก ช่วยเหลือทุกอย่าง อยากได้อะไรขอมิกกี้ทำให้หมด ที่ประทับใจสุดคือตอนทานข้าวจะคอยมาเติมมาเสริฟตลอดเวลา และจะบอกว่า หมูเยอะๆ ทานเยอะๆ นะครับ ทริปนี้อิ่ม เปรมมาก

คลองชองเกชอง

ไปถึงก็ไม่มีอะไรนอกจากถ่ายรูป (จริงๆ) แต่ที่เก๋มากคือ ที่นี่เค้ามีตู้ถ่ายรูปแล้วสามารถเลือก Background ได้ด้วยว่าจะเอาภาพสถานที่สำคัญที่ไหนของเกาหลี พอถ่ายเสร็จก็สามารถส่งเข้าอีเมล์เราได้เลย (เหมือนตู้ถ่ายรูปที่ตั้งอยู่ที่ CTW บ้านเราเลย ถ้าใครเคยไปถ่ายนะ) ส่วนคลองชองเกชอนก็ไม่มีอะไร ถึงแม้ในใบนำเที่ยวจะเขียนว่า (มหัศจรรย์) ก็ตาม -_-’ คลองนี้มีอายุกว่า 600 ปี ความยาว 6 กม. ที่นี่ยังใช้จัดเป็นลานกิจกรรมต่างๆ ด้วย ถ้าช่วงที่มีการจัดกิจกรรมก็คงสวยดีเหมือนกัน หรือถ้าไปตอนกลางคืนกำลังเปิดไฟก็อาจจะสวยก็ได้นะ แต่อันนี้ไปตอนสายๆ เลยไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่

Teddy Bear Museum and Seoul Tower

ตามทริปนี้ให้เลือกว่าจะขึ้นไปดูวิวเมืองข้างบนหรือจะเข้า Teddy Bear Museum แน่นอนว่าเลือกดูหมีแน่นอน จะบอกว่าน้องหมีน่ารัก ทำให้เรารู้สึกว่ามีความสุขมาก enjoy สุดๆ ในพิพิธภัณฑ์เค้าจะนำตุ๊กตาหมีมาเล่าเรื่องราวตั้งแต่ประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน มีถ่ายคลิปวีดีโอมาด้วย จบจากการดูน้องหมีแล้วก็แวะไปที่คล้องกุญแจซะหน่อย ที่คู่รักหลายๆ คนเชื่อว่าถ้าได้มาคล้องกุญแจที่นี่แล้วจะรักกันตลอดไป แต่ไม่ได้คล้องนะ 555 มันเยอะมวากกกกก เยอะไปไหน เสร็จจากทีนี่ก็ไปทานอาหารกลางวันกันนะ


โอซัม พุลโกกิ

มื้อกลางวันนี้เรากิน โอซัม พุลโกกิ ประกอบด้วยปลาหมึกสด และหมูสไลด์ที่ผ่านการหมักด้วยเครื่องปรุงจนได้ที่ นำมาผัดรวมกับผักสดนานาชนิดบนกระทะร้อนๆ รับประทานพร้อมเครื่องเคียง และข้าวสวยร้อนๆ  อร่อยมาก เราจำไม่ได้ว่ารสชาติเป็นยังไง แต่รู้สึกว่าตลอดทั้งทริปนี้อาหารอร่อยมวากกกกกก เปรม (ยกเว้นอาหารโรงแรม เปลี่ยนมา 2 โรงแรมก็ยังรู้สึกว่ากิงม่ายล่ายได้ทั้ง 2 ที่เลย)

ตลาดดงแดมุน

ต่อไปเราจะไปช้อปปิ้งที่ตลาดดงแดมุนกันแล้วจ้า ร้านค้าที่นี่เค้าแปลกดีเหมือนกันนะ แค่เดินเข้าร้านยังไม่ได้ซื้ออะไรเค้าก็พร้อมจะให้ Tester แล้วอ่ะ ไปถึงก็ดิ่งเข้าไปที่ Skinfood กับ etude ก่อน วันนี้ได้แต่ซื้อของตัวเอง เข้าออก 2 ร้านเสียหายไป 2 แสนกว่าวอนแล้ว แค่วันแรกเองนะ

Nami Island

ย้อนรอยซีรีย์กันสุดๆ เดินๆ ถ่ายรูป เดินๆ ถ่ายรูป ก็สวยดีนะ มุมถ่ายรูปสุดฮิตก็คงตรงที่เป็นแนวต้นไม้ยาวๆ นั่นล่ะ แล้วก็คงเป็นรูปปั้นของดาราในเรื่อง Winter love song (แต่เราไม่เห็น ได้ยังไงเนีย) ที่นามิมีขนมอยู่อย่างนึงอร่อยดีนะ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะ 1000 วอน เป็นแป้งก้อนกลมๆ ข้างในมีน้ำเหนียวๆ หวานๆ แล้วก็มีถั่ว มีเมล็ดทานตะวันอยู่ข้างใน หอมกลิ่นน้ำตาลหวานๆ อร่อยดี จบแล้วสำหรับเกาะนามิ ไม่มีอะไรจริงๆ นะก็ถ่ายรูปอย่างเดียว 555

DUKKALBI

สำหรับมื้อเย็นไปกิน DUKKALBI ไก่เผ็ดบาร์บีคิวนำมาผัดบนกระทะ พร้อมผัก มีแป้งต๊อกด้วย แล้วก็เอาข้าวลงไปผัดคลุกๆ อร่อยดี มื้อนี่ฝีมือ @moomay ลงมือผัดให้กิน 555 ส่วนกิมจิกับซุปสาหร่ายนี่กินทุกวัน ทุกมื้อเลย จบทริปวันแรกแล้วจ้า ติดตามวันที่ 2 กันใหม่นะ สนุกสนานกว่าเดิม ^^

แม่หญิงเยือนแดนปลาดิบ Day III (Kobe)

13 Feb

วันสุดท้ายแล้วจ้า จริงๆ แล้วยังไม่วันสุดท้ายหรอกค่ะ แต่เนื่องจากอีกหนึ่งวันจะเป็นวันช้อปปิ้งอย่างเดียวที่ Outlet , Aeon ก็เลยขอไม่เขียนอะไรเลยดีกว่า เอาเป็นว่าเที่ยววันนี้วันสุดท้ายล่ะกันเนอะ

โกเบ

สำหรับวันนี้เราได้ตื่นสายกว่าเมื่อวาน 1 ชั่วโมง เย้ วันนี้เราจะไปเที่ยวโกเบ เมืองท่าสำคัญทางฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นกันนะคะ ก่อนไปเที่ยวที่แรกขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับกูลิโกะกันก่อนตามที่ติดไว้จากเที่ยวเมื่อวันก่อนนะคะ ทำไมถึงเอาเรื่องกูลิโกะมาเล่าให้ฟังในวันนี้นั่นเป็นเพราะว่า โกเบเป็นเมืองต้นกำเนิกของกูลิโกะนั่นเองค่ะ แล้วเคยมีใครสงสัยมั้ยว่าทำไมโลโก้ของกูลิโกะต้องเป็นผู้ชายในชุดกีฬายกมือทำท่าเหมือนเข้าเส้นชัย มีเรื่องเล่าอีกว่า เริ่มแรกนั้นคนที่ทำกูลิโกะ (จำชื่อไม่ได้จริงๆ) เริ่มผลิตลูกอมที่ให้พลังงานเหมือนกับว่าพอกินลูกอมนี้เข้าไปแล้วจะมีพลังงานมากขนาดที่ว่าสามารถวิ่งแข่งแล้วเข้าเส้นชัยเป็นผู้ชนะอันดับ 1 ได้นั่นเอง แต่ทำไปทำมากลายเป็นขนมพวกกูลิโกะ ป๊อกกี้ไปได้ยังไงก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะ แฮ่ๆ :D

สะพานอะคะชิ ไคเคียว Akashi Kaikyo Bridge

เอาล่ะไปเที่ยวกันที่สถานที่แรกดีกว่าค่ะ สะพานอะคะชิ ไคเคียว Akashi Kaikyo Bridge ซึ่งเป็นสะพานแขวนที่มีความยาวที่สุดในโลก เพื่อเชื่อมระหว่างเมืองโกเบกับเกาะอาวาจิ สำหรับที่นี่เราได้แต่ยืนถ่ายรูปกันอยู่ข้างล่างเท่านั้น แล้วก็ไม่ได้มีอะไรมากจริงๆ ค่ะ

หมู่บ้านฝรั่ง คิตะโนะโจ

หลังจากนั้นเราจะไปเที่ยวหมู่บ้านฝรั่งกัน คิตะโนะโจ เป็นย่านพำนักของพ่อค้าต่างชาติ เป็นสถาปัตยกรรมเก่าในแบบของยุโรปและอเมริกันผสมกัน สำหรับที่นี่จากที่จอดรถไปยังหมู่บ้าน เดินค่อนข้างไกลมากเหมือนกัน แต่ก็เหมือนเดิมค่ะ เดินได้สบายๆ แวะถ่ายรูปข้างทางไปเรื่อยๆ บ้างร้านไม่ซื้อของแต่ก็ขอแอบถ่ายรูปนิดนึงนะ เอ…หรือว่าทุกร้านก็ไม่รู้ อิอิ ร้านรวงที่นี่เค้าตกแต่งได้น่ารักมากๆ ค่ะ ระหว่างทางไปหมู่บ้านช่วงสุดท้ายต้องเดินเหมือนขึ้นเขานิดนึง แต่ถนนเส้นนี้ก็เป็นอีกเส้นที่ชอบมากเพราะมีของขายให้ดูตลอดทางเลย อ้อ จะบอกว่าชีสเค้กที่นี่อร่อยค่ะ แอบชิมของคนอื่นมากหนึ่งคำ อิอิ

Tonkatsu at Ton Ton Tonkatsu

หลังจากเที่ยวที่หมู่บ้านฝรั่งแล้วก็พักกลางวันทานอาหาร สำหรับมื้อกลางวันนี้เราไปทานข้าวหมูทอด หรือ Tonkatsu กันที่ร้าน Ton Ton Tonkatsu

Shopping at Mosiac

เมื่ออิ่มแล้วก็เป็นเวลาช้อปปิ้ง (ช้อปปิ้งกันทุกวันเลยเนอะ แต่ก็ชอบอ่ะค่ะ ^^) สำหรับที่ช้อปปิ้งวันนี้เราจะไปช้อปเรียกน้ำย่อยกันที่ห้าง Mosiac Garden ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกับ Kobe Harborland สัญลักษณ์ของที่นี่ก็คือชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่สีแดง สำหรับห้าง Mosiac มี 3 ชั้นด้วยกัน สำหรับที่นี่ร้านที่พลาดไม่ได้คือร้าน 100 Yen หรือชื่อว่า Seria ค่ะ เมื่อคิดเป็นเงินไทยขอบอกว่าสินค้าที่ซื้อไปนั้นถูกมาก ถ้าเลือกของดีๆ ไปนะคะ สำหรับร้าน 100 เยนนี้สรุปแล้วทรายซื้อไปทั้งหมด 21 ชิ้นค่ะ อ้อ เวลาที่คิดเงินมาไม่ต้องตกใจว่าทำไมราคาไม่ใช่ 100 เยนเป๊ะๆ อย่าลืมค่าภาษีด้วยนะคะ ^^ รวมๆแล้วก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 105-106 เยนค่ะ ยังไงทรายว่าก็ยังคุ้มอยู่ดีนะ >,<

Cheese Cake

ช้อปปิ้งกันเสร็จแล้ว ยังอิ่มไม่หายแต่ Boss ใจดีของเรา คุณป้อม @siwat เลี้ยงเค้กน้องๆ mInter ด้วย ไม่รู้งานนี้เสียหายไปเท่าไหร่ อิอิ แต่ก็ขอบคุณค่า อร่อยมากด้วย มากินชีสเค้ก ที่ขอบอกว่าเป็นชีสล้วนๆ แล้วโปะลงบนแป้งเค้ก อืมม อิ่ม อ้วนกันถ้วนหน้า อิอิ ช้อปเสร็จ อิ่มอร่อยเรียบร้อยก็กลับโอซาก้ากันค่า

Niju Maru

กลับไปช้อปกันต่อที่โอซาก้า วันนี้ซื้อทุกสิ่งที่อยากได้ เริ่มไม่งกเหมือนวันแรก เพราะรู้แล้วว่าถ้าไม่ซื้อวันนี้อดๆ แน่ ไม่ได้ซื้ออีกแล้ว วันนี้เลยต้องทำเวลาในการช้อปซะหน่อย เพราะมีหลายสิ่งที่อยากได้แล้วยังไม่ได้ซื้อ แต่ก่อนอื่นอาหารเย็นวันนี้เราจะไปกินปิ้ง ย่างกันที่ร้าน Niju Maru ซึ่งเป็นร้านเนื้อ หมู ไก่ ปิ้งย่าง เหมือนร้านมิยาบิบ้านเราอ่ะค่ะ แอบกระซิบว่าไม่ปลื้มอะไรสักเท่าไหร่กับร้านนี้นะ รู้สึกว่ามิยาบิบ้านเราอร่อยกว่าอีก 55 มี้อนี้รีบกินมาก เพราะมีเป้าหมายจะไปตามเก็บของในลิสที่ยังไม่ได้ซื้อค่ะ เสร็จแล้วเราก็กลับโรงแรมกัน สำหรับวันพรุ่งนี้เป็นวันช้อปแห่งทริปเลยค่ะ

พรุ่งนี้เราไปช้อปกันที่ Rinku premium outlets ที่นี่ไม่ได้ซื้ออะไรติดไม้ติดมือเลย เพราะว่าของที่นี่เป็นพวกแบรนเนมทั้งสิ้น ซึ่งปรกติแล้วก็ไม่ได้ใส่แบรนเนม แล้วราคาถึงว่าถูกแล้วยังไงมันก็ยังแพงสำหรับเราอยู่ดี เพราะฉะนั้นเป็นอันตกไปสำหรับความสนใจ รอไปช้อปที่ Aeon กับ Jusco กันดีกว่า ที่นี่มีร้าน Muji ที่เค้าว่าขนมอร่อย และของที่น่าซื้อ ที่ Muji ก็ได้โฟมล้างหน้าแบบสครับมา 1 หลอด ขอบอกว่าใช้ดีมากค่ะ ล้างแล้วหน้าไม่แห้ง แถมนุ่มด้วย ราคาประมาณ 400 กว่าเยน ซึ่งก็ไม่แพงเท่าไหร่นะทรายว่า แต่วันก่อนกลับมาไทยแล้วลองไปเดินดูร้าน Muji ที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้าดู พบว่าไม่สครับแบบที่ใช้แอบเสียดายว่าถ้าหมดแล้วจะไปซื้อที่ไหนดี T_T อีกอย่างราคาที่ไทยก็แพงด้วยจาก 400 กว่าเยนที่คิดเป็นเงินไทยก็ไม่เกิน 200 บาท แต่พอมาอยู่ไทยราคาดีดไปถึง 450 บาท T_T เศร้าหนักกว่าเดิมค่ะ และแล้วก็ถึงเวลากลับบ้านแล้ว บไปขึ้นเครื่องบินกลับบ้านที่สนามบินคันไซ บ๊ายบายโอซาก้า แอบไม่อยากกลับเลย อิอิ

สรุปแล้วมาเที่ยวทริปนี้ชอบความเป็นญี่ปุ่นตรงอากาศ อิอิ หนาวมาก ชอบอย่างยิ่งตอนพูดเป็นไอ สนุกดีชอบๆ วันแรกๆ อาจจะยังไม่ชินเท่าไหร่ แต่พอวันที่ 2-3 แล้วจะเริ่มชินกับอากาศ นอกจากอากาศก็ยังชอบถนนบ้านเค้าคือ สะอาดมากลงไปนอนได้อย่างไม่ต้องกลัวสกปรกเลย แล้วก็ดูถนนอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ตลอดเวลา ไม่มีคราบสกปรกดำๆ อย่างบ้านเรา อีกอย่างบ้านเค้าบนถนนเงียบมาก คนน้อย เดินสบาย ไม่มีมอเตอร์ไซต์มาขับบนฟุตบาธ ที่นี่คนส่วนใหญ่จะเดินกับขี่จักรยานมากกว่าอันนี้ก็ชอบอีกเหมือนกัน แถมถนนก็ไม่มีของขายให้เกะกะด้วย

ส่วนสถานที่ที่ชอบมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นถนนชินไซบาชิ ถนนช้อปปิ้งที่เดินสบาย มีของขายตลอดทางเป็นถนนช้อปปิ้งของจริงเลย ชอบมาก >,< อยากได้อะไรก็มีหมด ถนนที่ชอบรองลงมาคือทางขึ้นวัดน้ำใส ที่มีของขายตลอดทางอีกเช่นกัน อีกที่ที่ชอบก็คือทางไปหมู่บ้านฝรั่ง เพราะมีของขายเยอะอีกเหมือนเดิม อิอิ แล้วถนนที่นี่เดินง่าย สบายค่ะ ตอนนี้กลับมาไทยแล้วยังรู้สึกมีอารมณ์อยากช้อปปิ้งค้างอยู่เลย รู้สึกว่าอยากไปช้อปอีก อยากได้ของอีก ที่ได้กลับมามันยังพอ เพราะความงกแต่พอกลับมาแล้วรู้สึกเลยว่ารู้งี้ซื้อดีกว่า อิอิ ก็เป็นความสนุกสนานและความประทับใจสำหรับทริปญี่ปุ่นทั้งหมดนะคะ คราวหน้าจะไปเที่ยวที่ไหนอีกเดี๋ยวจะเก็บภาพและเรื่องราวมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ ^^

แม่หญิงเยือนแดนปลาดิบ Day II (Kyoto)

4 Feb

วันนี้เราจะเที่ยวเกียวโตกันนะคะ ตื่นกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ทานอาหารเช้าที่โรงแรมกันก่อนหลังจากนั้นก็เริ่มออกเดินทางประมาณ 8 โมงครึ่ง จริงๆ แล้วลุงพี่บิ๊กนัดไว้ 8 โมง แต่จะเป็นไปได้หรอที่จะตรงเวลา 555 >,< เกียวโตเคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นมาก่อน มีประวัตินานกว่า 1200 ปี

วิหารคิโยมิสึ

สำหรับที่แรกที่เราจะไปเที่ยวกันวันนี้คือ วิหารคิโยมิสึ หรือเรียกอีกชื่อว่าวัดน้ำใส ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาฮิงาชิยาม มีชื่อเสียงด้วยห้องโถงกลางของวัดที่ถูกจัดเป็นสมบัติแห่งชาติ แลมีระเบียงไม้ที่ยื่นออกไปนอกวิหารโดยมีเสาค้ำถึง 139 ต้นแต่ละต้นมีความสูงถึง 15 เมตร เป็นจุดชมวิวของเมืองได้อย่างดีค่ะ (อันนี้เอาตามเนื้อหาคู่มือที่ไกด์แจกมาเล่าให้ฟังก่อนนะคะ)

สำหรับการไปวิหารคิโยมิสึนี้เราต้องจอดรถไว้บริเวณล่าง เนื่องจากวิหารนี้ตั้งอยู่บริเวณเนินเขา ดังนั้นเราจึงต้องเดินขึ้นไปค่ะ ทางเดินก็จะเหมือนเดินขึ้นเขาทางชัน แต่ก็ไม่ได้ชันมากยังเดินได้สบายค่ะ ระหว่างสองข้างทางก็จะมีร้านค้าของฝากเต็มสองข้างทาง เรียกว่าเดินได้สบายแล้วยังเพลินอีกด้วย จะบอกว่าถนนและวัดนี้เป็นอีกที่หนึ่งที่ทรายชอบมาก เพราะว่ามีของให้ดูตลอดทางเพลินจริงๆ นะ อิอิ อ้อ ที่นี่เค้าขึ้นชื่อเรื่องผักดองมากนะคะ อย่างไชโป้ดอง ตามร้านที่ขายเค้าจะมีให้ชิมก่อนซื้อ แอบไปชิมมาแล้วจะบอกว่าอร่อยมากก > < ยิ่งถ้าได้กินคู่กับข้าวต้มนะอร่อยเหาะอย่าบอกใครเลย แต่หัวนึงที่ขายเมื่อคิดเป็นเงินไทยแล้วก็ประมาณ 200 กว่าได้มั้งซึ่งมันก็แพงเกินไป๊ เพราะฉะนั้นเราชิมอย่างเดียวพอ อิอิ อ้อ ที่นี่ชูครีมกับไอศกรีมอร่อยนะคะ

เมื่อไปถึงหน้าวิหารเราจะเห็นเสาสีแดงตั้งเด่นสง่าอย่าหน้าทางเข้าค่ะ แอบสงสัยเหมือนกันว่าทำไมต้องมีเสาสีแดงอยู่ในหลายๆ วัดด้วยนะ หลังจากนั้นเราก็เดินขึ้นไปอีกนิดนึงจะเจอกับศาลที่สามารถทำบุญและไหว้พระได้ค่ะ เดินไปอีกหน่อยจะเป็นจุดชมวิวด้านล่างที่สวยงามมาก

ที่วัดนี้เค้าบอกว่าเป็นวัดที่ขลังเรื่องความรัก ดังนั้นจะมีคนมาขอให้ความรักมั่นคง ไม่มีอุปสรรคที่วัดนี้กันเยอะ มีเครื่องของคลังขายด้วยค่ะ ส่วนคนที่ยังไม่มีคู่ ก็จะมีกระต่ายอยู่ตัวนึง เค้าให้เราเอาค้อนตีไม้ที่กระต่ายถืออยู่เค้าบอกว่ากระต่ายจะไปบอกเทพเจ้าให้รู้ว่าเรามาขอเรื่องความรักอะไรทำนองนี้ค่ะ

เดินขึ้นไปอีกหน่อยจะมีก้อนหินอยู่ 2 ก้อน ตั้งไว้อยู่คนละฝั่ง ให้เริ่มต้นที่ก้อนหินก้อนแรก หลับตาเดินจากก้อนหินก้อนแรกไปถึงก้อนหินก้อนที่ 2 แล้วอธิษฐานขออะไรก็ได้ แต่ส่วนใหญ่เค้าว่าจะขอเรื่องความรักกันนะคะ อ้อ ระหว่างที่เดินสามารถมีคนบอกทางได้นะคะ แต่ห้ามจูงห้ามเกาะ ได้แค่บอกเท่านั้น เมื่อไปถึงก้อนหินที่อยู่อีกฝั่งได้โดยไม่ล้มหรือติดอะไรก็แปลว่าสิ่งที่ขอนั้นจะสมหวังค่ะ อันนี้ทรายลองด้วยล่ะ อิอิ

ตัดภาพกลับมาที่อีกส่วนหนึ่งในวิหารทางด้านล่างจะมีน้ำอยู่ 3 สายให้เราเลือกกิน 1 สาย โดยเค้าจะมีกระบอกด้ามยาวๆ ให้เรายื่นไปรองน้ำมาดื่ม ซึ่งน้ำแต่ละสายมีความหมายที่แตกต่างกันค่ะ สายที่ 1 คือความสวยงาม สายที่ 2 คือสุขภาพ สายที่ 3 คือเรื่องเงินทอง แต่พวกเรานานๆ มาทีและด้วยความโลภเราก็รินทั้ง 3 สายในกระบอกเดียวแล้วดื่มตอนสุดท้ายซะเลย คนญี่ปุ่นเค้าก็คงงงกับพวกเราเนอะ ว่าเออ ทำอะไรกันเค้าให้เลือกกินแค่สายเดียว แต่ทำไมพวกนี้กินกันหมดทุกสาย 555

หม้อไฟซูโม่ (จังโกะนาเบะ)

ที่นี่เราใช้เวลาไปค่อนข้างเยอะอยู่มากเรียกว่าหมดเวลาช่วงเช้าไปเลยค่ะ เมื่อเที่ยวที่วิหารนี้เรียบร้อยแล้วเราก็เดินทางไปทานอาหารกลางวันกัน สำหรับมื้อนี้เราทานหม้อไฟซูโม่ (จังโกะนาเบะ) หม้อใหญ่มากกค่ะ ก็จะมีหม้อไฟ สำหรับทาน 4 ท่าน มีข้าว 1 ถ้วยกุ้งสดประมาณ 3 ตัวเล็กๆ แล้วก็ปลาย่าง อันนี้สำหรับแต่ละคนนะคะ สำหรับหม้อไฟ ก็จะมีผักเนื้อหมู เนื้อไก่ เส้นโซบะ ฯลฯ มื้อนี้อิ่มมาก หม้อไฟนี้ทานกัน 4 คนยังทานไม่หมดเลยค่ะ

ศาลเจ้าเฮอิอัน

เมื่ออิ่มแล้วเราก็ไปเที่ยวกันต่อที่ ศาลเจ้าเฮอิอัน เป็นศาลเจ้าที่สร้างเนื่องในโอกาสก่อตั้งเมืองเกียวโตเป็นเมืองหลวงครบ 1100 ปี ที่นี่ไม่ได้เข้าไปถึงตัวศาลเจ้า (อันนี้เราไม่เข้าไปเองต่างหาก) ก็เลยได้แต่ถ่ายรูปกันอยู่บริเวณรอบนอกศาลเจ้า ซึ่งสามารถถ่ายรูปให้ติดเสาสีแดงได้เหมือนกันค่ะ

วัดโรคุองหยิ หรือวัดคิงคาขุจิ “วัดศาลาทอง”

หลังจากนั้นเราก็ไปเที่ยววัดกันต่อ (นี่มันทริปทัวร์ไหว้พระ 9 วัดหรือเปล่าเนี่ย – -‘) วัดโรคุองหยิ หรือที่เข้าใจกันว่าเป็นวัดคิงคาขุจิ “วัดศาลาทอง” หรือวัดในการ์ตูนเรื่องอิคคิวซัง ระหว่างทางที่เดินเข้าไปก็จะมีศิลปะวัดสไตล์ญี่ปุ่นคือ กำแพงวัดจะมีลักษณะเตี้ย สำหรับวิหารหรือศาลาทองนี้มี 3 ชั้น ชั้นแรกมีลักษณะเป็นพระราชวัง ชั้นที่ 2 เป็นแบบบ้านซามูไร ส่วนชั้นที่ 3 เป็นวัดแบบเซน วัดนี้มีความสวยงามค่ะ เมื่อปราสาทสีทองส่องกระทบกับพื้นผิวน้ำแล้วถ้าแดดสวยๆ นะรับรองว่าถ่ายรูปออกได้งดงามมากค่ะ สำหรับวิหารนี้ไม่สามารถเข้าชมได้นะคะ เราก็ได้แต่ถ่ายรูปคู่วิหารอยู่บริเวณนอก

ชินไซบาชิ

หลังจากนั้นถึงเวลากลับโอซาก้าแล้วค่า กลับไปช้อปปิ้งกันต่อที่ชินไซบาชิ วันนี้เราจะไปแวะกันที่ร้านกูลิโกะ แล้วก็หอบซื้อกูลิโกะรสแปลกๆ อย่างรสทาโกะยากิ รสชาเขียว อันนี้อาจจะไม่แปลกแต่เป็นอะไรที่ต้องซื้ออ่ะนะ อิอิ สำหรับโลโก้รูปผู้ชายยืนชูมือที่เป็นโลโก้ของกูลิโกะ เอาไว้จะเล่าให้ฟังว่ามีที่มายังไง ในทริปวันที่ 3 นะคะ ค่ะ อ้อ ระหว่างทางที่ถนนชินไซบาชิจะมีร้านขายผลไม้อยู่ร้านนึงเลยแวะซื้อสตอเบอรี่มาทานที่ห้องจะบอกว่าสตอเบอรี่อร่อยมาก หวานฉ่ำมาก แล้วเนื้อสตอเบอรีเค้าก็ไม่เหมือนกับที่เมืองไทยเลย เนื้อข้างในจะเป็นสีขาว แล้วก็ไม่นิ่มเละแต่หวานมากๆ

Okoniyaki

สำหรับมื้อเย็นวันนี้เราจะพาไปกิน โอโคนิยากิ หรือที่หลายๆ คนเรียกว่าพิซซ่าญี่ปุ่น ที่ร้าน Chibo ตอนแรกที่ได้ฟังว่าจะกินพิซซ่าญี่ปุ่นนี่อยากทำหน้าเป็นลมมากเลย เพราะจำได้ว่าเคยกินที่เมืองไทยร้านที่สยามแล้วจะบอกว่าครั้งเดียวก็มากพอ ต่อไปจะไม่กินอีกแล้ว เพราะมันเป็นแป้งนิ่ม แหยะๆ กินแล้วเลี่ยนมาก แต่พอมาทานที่ร้านนี้แล้วจะบอกว่ารสชาติช่างต่างจากที่เมืองไทยอย่างสิ้นเชิง เพราะมันอร่อยมากจริงๆ ไม่ได้เลี่ยนอะไรมากมายขนาดนั้น แถมยังมียากิโซบะอีกด้วยเส้นยากิที่นี่อร่อยมาก เมื่ออิ่มหนำแล้วเราก็กลับโรงแรมกัน และแล้วก็จบวันที่ 2 เที่ยวเกียวโตแต่เพียงเท่านี้ สำหรับวันที่ 3 เดี๋ยวมาเล่ามาให้ฟังใหม่นะคะ ^_^

แม่หญิงเยือนแดนปลาดิบ Day I Osaka

29 Jan

เห็นชื่อเรื่องแล้วต้องรู้แน่นอนว่าจะพาไปเที่ยวญี่ปุ่น (ถึงแม้ชื่อเรื่องจะบอกว่าเยือนแดนปลาดิบ แต่ทริปนี้ไม่ได้กินปลาดิบเลย แง๊ๆๆ T_T)

ออฟฟิศใจดี๊ใจดี พาพนักงานไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นของขวัญสำหรับการทำงานมาตลอด 1 ปี (แต่เรายังไม่ถึงปีเลย แต่ก็ใจดีให้เราไปด้วย) อิอิ ก่อนไปมีตัวเลือกให้เลือกด้วยนะว่าอยากไปเที่ยวไหน มีทั้ง ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย มัลดีฟ เวียตนาม ฮ่องกง ฯลฯ จากตัวเลือกทั้งหมดแน่นอนว่าเราต้องเลือกไปญี่ปุ่นแน่นอน อิอิ

ทริปนี้ไปทั้งหมด 3 คืน 4 วัน เริ่มเดินทางตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. เครื่องออกตอนเที่ยงคืนกว่าด้วยสายการบิน Japan Airline แอร์โฮสเตสน่าร้ากน่ารัก แต่แอบรู้สึกว่าพออยู่บนเครื่องแล้วแอร์ฯ เหมือนเป็นแม่บ้านญี่ปุ่นมากๆ เลย ใส่ผ้ากันเปื้อนเรียบร้อย นุ่มนิ่มดูแล้วเหมือนแม่บ้านใจดีจริงๆ นะ จากกรุงเทพฯ ถึงสนามบินคันไซ เมืองโอซาก้าใช้เวลาราวๆ เกือบ 6 ชั่วโมงด้วยกัน นั่งกันอย่างเมื่อยและเบื่อเลย ถึงแม้บนเครื่องบินจะมีเพลงให้ฟังและหนังให้ดูก็ตาม แต่มันก็นั่งนานไปนิดนึงนะ

ไปถึงสนามบินคันไซก็เช้าพอดี คณะทัวร์ mInteraction เราก็เริ่มเที่ยวเลย ไม่ได้เข้าโรงแรมแต่อย่างใด ทริปนี้ได้ไกด์ใจดีชื่อลุงบิ๊ก น่ารักมาก อธิบายและเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังเยอะเลย ถึงแม้พวกเราจะหลับตลอดทางก็ตามก็ยังอยู่บ้างนะคะ ^^

สำหรับสถานที่แรกที่ไปคือศาลเจ้า Sumiyoshi Taisha เป็นศาลเจ้าที่เป็นศูนย์กลางของบรรดาศาลเล็กๆ ทั่วประเทศกว่า 1,800 ศาลมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าที่คุ้มครองความปลอดภัยทางทะเล สำหรับสถาปัตยกรรมตัวเสาจะเป็นสีแดงสดค้ำตัวศาล กำแพงไม้ลงรักสีขาว หลังคามุงด้วยหญ้า ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของประเทศญี่ปุ่นด้วยค่ะ สำหรับศาลเจ้าที่นี่เป็นศาลเจ้าของศาสนาชินโต (หรือศาสนาที่เชื่อและนับถือผี)

สำหรับวิธีการไหว้หรือทำความเคารพคือ ถ้าหากต้องการทำบุญให้นำเหรียญ 5 เยนโยนลงไปในตู้ที่ตั้งไว้สำหรับทำบุญ หลังจากนั้นให้โค้งคำนับ 2 ครั้ง ปรบมือ 2 ที แล้วพนมมือค้างไว้เพื่ออธิษฐาน เมื่ออธิษฐานเสร็จให้เอามือลงแล้วโค้งคำนับอีก 1 ครั้งเป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ (ส่วนการทำบุญทำไมต้องใช้เหรียญ 5 เยน นั่นเป็นเพราะ เหรียญ 5 เยนออกเสียงว่า โกะเอง ซึ่งมีความหมายว่าวาสนา นั่นเองค่ะ ^^

อ้อ เกือบลืมเล่าว่าโชคดีที่บังเอิญเจอคู่บ่าวสาวที่มาไหว้ที่ศาลเจ้านี้ด้วย แต่งตัวตามประเพณีญี่ปุ่นเลยได้เก็บรูปมาเป็นที่ระลึกซะเลย ^^

เดินมาอีกหน่อยจะเจอสะพานที่มีขั้นบันไดแบบแปลกๆ และเดินค่อนยาก เพราะเนื้อที่ตรงขั้นบันไดนั้นค่อนข้างน้อย เวลาเดินต้องตะแคงส้นรองเท้าเดินขนาดว่าเท้าเราเล็กแล้วน๊า -‘’- เมื่อข้ามสะพานลงมาจะมีร้านขายของอยู่ไม่กี่ร้านก็จะมีร้านขนมปลาไส้ถั่วแดงอันนี้ลองซื้อกินล่ะ ราคา 100 เยน ก็อร่อยดี แต่ไม่รู้ว่าอร่อยกว่าที่กรุงเทพหรือเปล่าเพราะยังไม่เคยลองที่กรุงเทพเหมือนกัน แล้วก็ขนมทาโกะยากิด้วย อันนี้ไม่ได้ลองล่ะ Y_Y

ปราสาทโอซาก้า

หลังจากนั้นเราก็ไปเที่ยวกันต่อที่ปราสาทโอซาก้า ระหว่างทางจากลานจอดรถไปถึงตัวปราสาทเดินค่อนข้างไกลทีเดียว แต่เดินได้อย่างสบาย สามารถถ่ายรูปได้ตลอดทางเลย ระหว่างทางที่เดินไปยังปราสาทจะเห็นคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะวิ่งเหมือนมาออกกำลังกาย และก็จูงน้องหมาวิ่งบ้าง เดินเล่นบ้าง เมื่อไปถึงทางขึ้นปราสาทเราก็ขึ้นลิฟท์ไปยังชั้น 5 เลย จริงๆ แล้วสามารถเดินขึ้นบันไดไปดูตามชั้นต่างๆ ได้นะคะ ในตัวปราสาทบริเวณชั้น 3-4 ห้ามถ่ายรูป ที่นี่จะเก็บเรื่องราวประวัติศาสต์ไว้มากมาย เค้าถือว่าถ้าอยากเห็นก็ต้องมาดูด้วยตาตัวเอง (มั้ง) เสร็จแล้วเราก็ไล่เดินจากชั้น 5 ลงมาเรื่อยๆ จนถึงชั้นล่าง เสียดายที่ว่าชั้นบนสุดมีการติดลูกกรง เลยทำให้ถ่ายรูปจากมุมสูงได้ไม่สวยเลย

หลังจากเที่ยวปราสาทโอซาก้าเรียบร้อยแล้วเราก็ไปทานข้าวกลางวันกันที่ร้าน Hojoen ซึ่งอยู่บริเวณข้างๆ กับปราสาท อาหารอร่อยมาก Oishi สุดยอดเลย อิอิ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไรอ่ะนะคะ รู้จักแต่อุด้งอย่างเดียว แต่ขอบอกว่ามันอร่อยมากจริงๆ

Osaka Temmangu

หลังจากกินอิ่มแล้วเราก็ไปเที่ยวต่อ เที่ยวกันหนักๆ ตั้งแต่วันแรกเลย อิอิ สถานที่ต่อไปที่เราไปก็คือศาลเจ้า Osaka Temmangu ที่นี่ศาลเจ้าของศาสนาชินโตอีกเช่นกัน ที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องของเทพเจ้าแห่งการศึกษา นักเรียน นักศึกษาจึงแวะเวียนมากราบไหว้เพื่อขอให้สอบผ่านหรือเข้าสถานศึกษาที่ต้องการได้ วิธีการไหว้ก็เช่นเดิมเหมือนกับศาลเจ้าแรกค่ะ

ถนนชินไซบาชิ

หลังจากนั้นก็ถึงเวลาที่รอคอยแล้ว เราจะไปช้อปปิ้งกันที่ ถนนชินไซบาชิน ย่านช้อปปิ้งที่ใหญ่ในเมืองโอซาก้า เป็นถนนเส้นยาวที่มีร้านค้าทั้งร้านอาหารร้านเสื้อผ้า ห้างสรรพสินค้าเต็มสองข้างทางทั้งซ้ายและขวา มีความสุขกับการเดินช้อปปิ้งที่ถนนเส้นนี้มากๆ อยากให้เมืองไทยมีถนนช้อปปื้งโดยเฉพาะอย่างนี้บ้างจัง แถมยังราคาไม่แพงด้วย โดยเฉพาะร้านที่ขายเครื่องสำอาง ยา รวมทุกแบรนด์ ทุกยี่ห้อไว้เต็มร้าน ทั้งชั้น 1-2 ชอบมากๆ เลย >,< เดินช้อปกันอย่างเพลิดเพลินกระเป๋าสตางค์เบากันตั้งแต่วันแรก ทริปนี้เราจะมาเดินชินไซบาชิกันทุกวัน เพราะฉะนั้นวันแรกอาจจะแค่เล็งๆ ของที่อยากได้ไว้ก่อนก็ได้นะ แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาซื้ออีกที อิอิ

สำหรับวันแรกต้องปิดทริปกันที่ถนนชินไซบาชิ เพราะต้องรีบกลับโรงแรมเพื่อไปปาร์ตี้ร่วมกับเพื่อนๆ Group m ที่โรงแรมต่อค่ะ ส่วนวันที่ 2 จะไปเที่ยวไหนต่อเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังค่ะ ^_^

ปล. ส่วนเรื่องกาแฟ ไปญี่ปุ่นทริปนี้กินสตาร์บัค สบายใจเลยค่ะ อิอิ

 

You need to log in to vote

The blog owner requires users to be logged in to be able to vote for this post.

Alternatively, if you do not have an account yet you can create one here.

Powered by Vote It Up